---
title: "รับทำแอพ ราคาเท่าไหร่ ปี 2026? เช็กลิสต์งบและสัญญากันทิ้งงาน"
slug: "app-development-price-guide-2026-scope-contracts"
locale: "th"
canonical: "https://ireadcustomer.com/th/blog/app-development-price-guide-2026-scope-contracts"
markdown_url: "https://ireadcustomer.com/th/blog/app-development-price-guide-2026-scope-contracts.md"
published: "2026-10-18"
updated: "2026-10-18"
author: "Naruebet Aungsirikulthumrong"
description: "คู่มือประเมินงบรับทำแอพ ราคาปี 2026 สำหรับผู้บริหารและฝ่ายจัดซื้อ พร้อมเช็กลิสต์ 6 ปัจจัยหลัก แผนผังเวลา 4 ขั้นตอน และข้อสัญญาโอนลิขสิทธิ์ Source Code ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ มาตรา 10"
quick_answer: "ราคาการรับทำแอพปี 2026 ในตลาดทั่วไปแบ่งเป็น 3 ระดับ: MVP Low-Code (50,000–150,000 บาท), Custom Cross-Platform (150,000–450,000 บาท) และ Enterprise System (500,000 บาทขึ้นไป) โดยราคาขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าจอ ระบบหลังบ้าน API และความยินยอมเรื่องลิขสิทธิ์ Source Code ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10"
categories: 
  - "พัฒนาซอฟต์แวร์"
tags: 
  - "รับทำแอพ ราคา"
  - "App Development Cost"
  - "Software Contract"
  - "Source Code Ownership"
  - "Procurement Guide"
source_urls: 
  - "https://www.suwanvaralaw.com/guides/software-development-contract-source-code-thailand"
  - "https://ireadcustomer.com/th/pricing"
faq:
  - question: "งบประมาณขั้นต่ำในการทำแอปพลิเคชันธุรกิจปี 2026 คือเท่าไหร่?"
    answer: "แอปพลิเคชันระดับเริ่มต้น (MVP) ที่ใช้เทคโนโลยี Low-Code ในตลาดมักเริ่มต้นที่ 50,000 – 150,000 บาท ในขณะที่ Custom App ระดับพื้นฐานของ iReadCustomer เริ่มต้นที่ 39,950 บาท"
  - question: "ทำอย่างไรไม่ให้โดนบริษัทรับทำแอปทิ้งงานกลางทาง?"
    answer: "ควรกำหนดเงื่อนไขการแบ่งชำระเงินตาม Milestone ตรวจรับงาน 4–5 งวด, บังคับส่งมอบการเข้าถึง Git Repository ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ และระบุข้อสัญญาโอนลิขสิทธิ์ Source Code ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10"
  - question: "Source Code ของแอปพลิเคชันเป็นของผู้ว่าจ้างหรือผู้รับจ้าง?"
    answer: "ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 งานรับจ้างทำของให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ เว้นแต่จะตกลงเป็นอย่างอื่น ดังนั้นสัญญาจ้างต้องระบุให้ชัดเจนว่าผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของสิทธิ์ใน Source Code และทรัพย์สินทางปัญญาโดยสมบูรณ์"
  - question: "การทำแอปแบบ Cross-Platform ช่วยประหยัดงบได้จริงหรือไม่?"
    answer: "จริง การเลือกใช้เฟรมเวิร์กอย่าง Flutter หรือ React Native สามารถประหยัดงบประมาณและเวลาได้ราว 30–40% เพราะเขียนชุดรหัสเดียวแต่สามารถใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android"
robots: "noindex, follow"
---

# รับทำแอพ ราคาเท่าไหร่ ปี 2026? เช็กลิสต์งบและสัญญากันทิ้งงาน

คู่มือประเมินงบรับทำแอพ ราคาปี 2026 สำหรับผู้บริหารและฝ่ายจัดซื้อ พร้อมเช็กลิสต์ 6 ปัจจัยหลัก แผนผังเวลา 4 ขั้นตอน และข้อสัญญาโอนลิขสิทธิ์ Source Code ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ มาตรา 10

การค้นหาผู้ให้บริการ **รับทำแอพ ราคา** สมเหตุสมผลพร้อมคุณภาพงานที่ตรงเป้าหมาย เป็นหนึ่งในความท้าทายสูงสุดขององค์กรและฝ่ายจัดซื้อในปี 2026 ปัญหาที่มักเกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่การตั้งงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับขอบเขตงานจริง (Scope Drift) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงในการโดนทิ้งงาน การได้รับซอฟต์แวร์ที่ไม่มีสิทธิ์ในรหัสต้นฉบับ (Source Code) หรือแม้กระทั่งความล่าช้าเกินกำหนดเวลาที่วางไว้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยผู้บริหาร ผู้จัดการโครงการ และฝ่ายจัดซื้อ ในการวิเคราะห์กรอบงบประมาณตลาด ถอดสเปกงานอย่างเป็นระบบ และกำหนดข้อสัญญาป้องกันความเสี่ยงอย่างรัดกุม

หากท่านต้องการเปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุนซอฟต์แวร์ประเภทอื่น เพิ่มเติม สามารถศึกษาบทความ [สร้างแอพ ราคาเท่าไหร่? ทำแอป 2026 ใช้เงินกี่บาท (ตารางราคา)](/th/blog/how-much-does-it-cost-to-build-an-app-in-thailand-2026-the-honest-breakdown) เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมการประเมินงบประมาณ

---

## 1. ตารางเปรียบเทียบงบประมาณรับทำแอพ ราคาปี 2026 ในตลาด

ในการประเมินราคาซอฟต์แวร์ โครงสร้างเทคโนโลยีและขอบเขตฟังก์ชันคือปัจจัยชี้ขาด ตลาดการรับ[ทำแอปพลิเคชัน](/th/services/mobile-app-development)ในปี 2026 สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับงบประมาณหลัก ดังนี้

| ระดับโครงการ | งบประมาณโดยประมาณ (บาท) | โครงสร้างเทคโนโลยีที่ใช้ | เหมาะสำหรับลักษณะงาน | ระยะเวลาพัฒนา |
| :--- | :--- | :--- | :--- | :--- |
| **MVP Low-Code / No-Code** | 50,000 – 150,000 | FlutterFlow, Bubble, Glide, Webflow | แอปทดสอบตลาด (MVP), งานระบบจองคิวเบื้องต้น, แอปใช้งานภายในทีมขนาดเล็ก | 3 – 6 สัปดาห์ |
| **Custom Cross-Platform** | 150,000 – 450,000 | Flutter, React Native, Node.js, Go | แอปพลิเคชันธุรกิจ E-Commerce, ระบบสมาชิก สะสมพอยต์, แอปให้บริการลูกค้าพร้อมระบบหลังบ้าน | 8 – 16 สัปดาห์ |
| **Enterprise System** | 500,000 ขึ้นไป | Native (Swift/Kotlin), Microservices, Cloud Server | แอปองค์กรขนาดใหญ่, ระบบการเงิน Payment Gateways, ระบบที่รองรับผู้ใช้พร้อมกันหลักแสนราย | 16 – 36 สัปดาห์ขึ้นไป |

*หมายเหตุ: ช่วงราคาข้างต้นเป็นราคาประเมินเฉลี่ยของตลาดบริษัทเอเจนซี่และซอฟต์แวร์เฮาส์ในประเทศไทย* 

สำหรับโครงการที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง สามารถเปรียบเทียบกับราคาของ iReadCustomer ซึ่งใช้อัตราค่าบริการรายวันพัฒนา (Man-day Rate) เริ่มต้นที่ **7,990 บาท** และมีแพ็กเกจแอปพลิเคชัน (เว็บหรือโมบายล์แอป) แบ่งตามระดับดังนี้:
* **Basic App:** 39,950 – 279,650 บาท
* **Moderate App:** 279,650 – 399,500 บาท
* **Advanced App:** 399,500 – 1,500,000 บาท
* **Enterprise App:** 1,500,000 บาทขึ้นไป (ประเมินตามขอบเขตงานจริง)

---

![การเลือกแพลตฟอร์ม Platform Selection: การพัฒนาแบบ Cross-Platform เช่น Flutter หรือ React…](https://land-admin.ireadcustomer.com/api/images/6ad4e514b4bb220539be2c8d)

## 2. 6 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนและดันราคาการพัฒนาแอป

สาเหตุที่ใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการแต่ละรายมีความแตกต่างกันอย่างมาก เกิดจากปัจจัยด้านเทคนิค 6 ประการ ดังต่อไปนี้:

1. **จำนวนหน้าจอและเวิร์กโฟลว์ (Screen Count & Flows):** แอปที่มี 5–10 หน้าจอหลัก ย่อมมีต้นทุนพัฒนาน้อยกว่าแอปที่มี 30–50 หน้าจอที่มีเงื่อนไขเชิงตรรกะซับซ้อน
2. **การเลือกแพลตฟอร์ม (Platform Selection):** การพัฒนาแบบ Cross-Platform (เช่น Flutter หรือ React Native) ช่วยลดต้นทุนลงได้ประมาณ 30–40% เมื่อเทียบกับการเขียน Native (iOS Swift และ Android Kotlin) แยกจากกันสองชุดรหัส
3. **ระบบหลังบ้านและฐานข้อมูล (Backend Architecture):** หากต้องสร้าง Admin Dashboard ระบบจัดการสิทธิ์ผู้ใช้งาน (RBAC) หรือสถาปัตยกรรม Database ที่รองรับความเสถียรสูง ต้นทุนฝั่ง Backend อาจคิดเป็น 40–50% ของงบประมาณรวม
4. **การออกแบบ UX/UI (User Experience & User Interface):** การใช้ UI Kit สำเร็จรูปมีราคาถูกกว่าการออกแบบ Custom Wireframe และ Design System เฉพาะแบรนด์ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบ User Testing
5. **การเชื่อมต่อระบบภายนอก (API Integrations):** การเชื่อมต่อกับ Payment Gateway, ระบบส่งข้อความ LINE Messaging API, Google Maps GPS, หรือระบบ ERP เดิมขององค์กร จะมีค่าดำเนินการพัฒนาและทดสอบ API เพิ่มเติม
6. **มาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมาย (Security & PDPA):** แอปที่มีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล sensitive data ต้องมีการทำ Data Encryption, Vulnerability Assessment และรองรับข้อกำหนด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

หากท่านกำลังมองหาการพัฒนาระบบที่มีการเชื่อมต่อช่องทางสื่อสาร เช่น LINE Chatbot สามารถอ่านรายละเอียดงบประมาณได้ที่ [LINE Chatbot Cost Calculator 2026: สร้างเอง แพลตฟอร์ม หรือเอเจนซี่](/th/blog/decoding-the-line-chatbot-cost-calculator-2026-build-vs-platform-vs-agency)

---

![รับทำแอพ ราคา](https://land-admin.ireadcustomer.com/api/images/6ad4e514b4bb220539be2c93)

## 3. แผนผังเวลาการพัฒนา 4 ขั้นตอน ตั้งแต่ Requirement ถึง Store Deployment

โครงการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ประสบความสำเร็จต้องมีการแบ่งระยะเวลา (Phase) ที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ว่าจ้างสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างเป็นระบบ:

```
[ระยะที่ 1: Requirements & UX/UI] --> [ระยะที่ 2: Development & API] --> [ระยะที่ 3: QA & UAT] --> [ระยะที่ 4: Store Deployment & Maintenance]
     (2 - 4 สัปดาห์)                      (6 - 12 สัปดาห์)                   (2 - 4 สัปดาห์)                   (ดูแลต่อเนื่อง)
```

* **ระยะที่ 1: Requirement Specification & UX/UI Design (2–4 สัปดาห์):** ถอดสเปกงาน จัดทำ Wireframe, User Journey และ Prototype ที่สามารถกดคลิกทดสอบได้ เพื่ออนุมัติแบบก่อนเริ่มเขียนรหัส
* **ระยะที่ 2: Software Development & API Integration (6–12 สัปดาห์):** การเขียนโปรแกรมฝั่ง Front-end และ Back-end รวมถึงการเชื่อมต่อ API และฐานข้อมูลตามสเปกที่ตกลงไว้
* **ระยะที่ 3: Quality Assurance (QA) & User Acceptance Testing (UAT) (2–4 สัปดาห์):** การทดสอบบั๊ก (Bug Testing), Performance Testing และการเปิดให้ฝ่ายจัดซื้อ/ผู้ว่าจ้าง เข้าทดสอบใช้งานจริงตามเช็กลิสต์การตรวจรับงาน
* **ระยะที่ 4: Store Deployment & Maintenance:** การนำแอปขึ้น Apple App Store และ Google Play Store พร้อมการรับประกันหลังการส่งมอบ (Defect Warranty) และการบำรุงรักษารายปี

---

## 4. เช็กลิสต์ข้อสัญญาและสิทธิ์ Source Code ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดในการจ้างทำแอปพลิเคชัน คือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในซอฟต์แวร์และการโดนผู้พัฒนาทิ้งงาน ฝ่ายจัดซื้อและผู้บริหารจำเป็นต้องตรวจสอบสัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญดังนี้:

### สิทธิการครอบครองตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
ตาม **พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10** กำหนดหลักการไว้ว่า งานที่ผู้รับจ้างได้สร้างสรรค์ขึ้นจากการรับจ้างทำของ ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา (ข้อมูลอ้างอิงจาก Suwanvara Law, https://www.suwanvaralaw.com/guides/software-development-contract-source-code-thailand, 13 ตุลาคม 2026)

ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้พัฒนาอ้างสิทธิ์เหนืองานเขียนโปรแกรม สัญญาจ้างจะต้องระบุเงื่อนไขต่อไปนี้อย่างชัดเจน:
1. **ข้อตกลงโอนสิทธิ์ใน Source Code:** สัญญาต้องระบุว่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา และรหัสต้นฉบับ (Source Code) ทั้งหมดตกเป็นของผู้ว่าจ้างโดยสมบูรณ์เมื่อชำระเงินครบถ้วน
2. **การส่งมอบ Git Repository:** กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องส่งมอบสิทธิ์การเข้าถึง Git Repository (เช่น GitHub, GitLab, Bitbucket) ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ หรือส่งมอบ Source Code ที่คอมไพล์ได้จริงทุกครั้งที่มีการส่งมอบงานตามงวด
3. **การแบ่งชำระเงินตาม Milestone ตรวจรับงาน:** หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินก้อนใหญ่ก่อนเห็นชิ้นงาน ควรแบ่งการชำระออกเป็น 4–5 งวดตาม Milestone ที่ชัดเจน เช่น:
   * งวดที่ 1: เงินมัดจำลงนามสัญญาและอนุมัติ Requirement (10–20%)
   * งวดที่ 2: อนุมัติการออกแบบ UX/UI Design (20%)
   * งวดที่ 3: ส่งมอบระบบเวอร์ชัน Alpha/Beta และเชื่อมต่อ API (30%)
   * งวดที่ 4: ผ่านการทดสอบ UAT และนำแอปขึ้น App Store/Play Store (20–30%)
   * งวดที่ 5: ครบระยะเวลารับประกันความบกพร่อง Defect Warranty (10%)
4. **ระยะเวลารับประกันบั๊ก (Defect Warranty Period):** ควรกำหนดระยะเวลารับประกันแก้ไขข้อผิดพลาดซอฟต์แวร์ฟรีอย่างน้อย 90–180 วัน หลังการขึ้นระบบจริง

หากท่านต้องการดูแนวทางงบประมาณสำหรับการสร้างเว็บไซต์องค์กรเพื่อใช้งานคู่กับแอปพลิเคชัน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ [คู่มือรับทำเว็บไซต์ 2026: การประเมินงบประมาณอย่างละเอียด](/th/blog/website-development-cost-guide-2026-the-complete-budgeting-breakdown)

---

## 5. การประเมินงบประมาณจริงกับ iReadCustomer และขั้นตอนถัดไป

ในการประเมินราคากับ iReadCustomer เราใช้โครงสร้างราคาแบบโปร่งใสเพื่อให้องค์กรสามารถวางแผนงบประมาณได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง นอกเหนือจากระบบแอปพลิเคชันแล้ว หากองค์กรของท่านต้องการขยายระบบไปยังส่วนอื่นๆ เรามีกรอบราคามาตรฐานดังนี้:

* **เว็บไซต์ธุรกิจ (Website):** เริ่มต้น Basic 9,900 – 19,900 บาท | Moderate 25,000 – 39,950 บาท | Advanced 39,950 – 79,900 บาท
* **ระบบแดชบอร์ดบริหาร (Dashboard System):** Basic 79,900 – 279,650 บาท | Moderate 279,650 – 479,400 บาท | Advanced 479,400 – 958,800 บาท
* **ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI System / Chatbot):** Basic 79,900 – 255,680 บาท | Moderate 255,680 – 479,400 บาท | Advanced 479,400 – 958,800 บาท
* **ระบบบริหารจัดการองค์กร ([ERP System](/th/services/erp-implementation)):** Basic 119,850 – 423,470 บาท | Moderate 423,470 – 958,800 บาท | Advanced 958,800 – 1,917,600 บาท

หากผู้บริหารหรือฝ่ายจัดซื้อต้องการประเมินงบประมาณโครงการเบื้องต้น สามารถเข้าใช้งานเครื่องมือคำนวณราคาฟรีด้วย AI หรือนัดหมายประชุมถอดสเปกงาน (Scoping Call) กับทีมผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ [https://ireadcustomer.com/th/pricing](https://ireadcustomer.com/th/pricing)
