---
title: "บริษัท software house ในไทย ราคาเท่าไหร่? เช็กลิสต์ตรวจสัญญา"
slug: "how-much-does-a-software-house-cost-in-thailand"
locale: "th"
canonical: "https://ireadcustomer.com/th/blog/how-much-does-a-software-house-cost-in-thailand"
markdown_url: "https://ireadcustomer.com/th/blog/how-much-does-a-software-house-cost-in-thailand.md"
published: "2026-10-25"
updated: "2026-10-25"
author: "Naruebet Aungsirikulthumrong"
description: "คู่มือประเมินราคากลางจ้าง Software House ในไทย วิเคราะห์งบ Fixed Cost เทียบกับ Man-Day พร้อมวิธีตรวจสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ซอร์สโค้ด และขั้นตอนขอสิทธิ์ลดหย่อนภาษี depa 200%"
quick_answer: "จ้างบริษัท software house ในไทย มีเรทราคาระบบภายในเริ่มต้นที่ 100,000–300,000 บาท ระบบ Custom Web App อยู่ที่ 350,000–800,000 บาท และระบบองค์กรขนาดใหญ่ 1,000,000 บาทขึ้นไป โดยคิดแบบ Man-Day เฉลี่ย 10,000–25,000 บาท/วัน ทั้งนี้ SME สามารถลดหย่อนภาษีได้ 200% หากจ้างผู้พัฒนาในบัญชี depa"
categories: 
  - "พัฒนาซอฟต์แวร์"
tags: 
  - "Software House Thailand"
  - "IT Procurement"
  - "SME Thailand"
  - "depa Tax 200"
  - "Software Contract"
source_urls: 
  - "https://www.depa.or.th/th/thailanddigitalcatalog"
faq:
  - question: "บริษัท Software House คืออะไร และต่างจากฟรีแลนซ์อย่างไร?"
    answer: "Software House คือนิติบุคคลที่รวมทีมงานเฉพาะด้าน เช่น Project Manager, System Analyst, UI/UX Designer, Developers และ QA Tester ทำให้มีระบบควบคุมคุณภาพและการส่งมอบงานที่แน่นอนกว่าฟรีแลนซ์รายบุคคล พร้อมทั้งสามารถออกใบกำกับภาษีและทำสัญญาโอนสิทธิ์ทางกฎหมายได้อย่างรัดกุม"
  - question: "สิทธิ์ลดหย่อนภาษี 200% จาก depa มีเงื่อนไขหลักอย่างไร?"
    answer: "ธุรกิจ SME ในไทยต้องจัดซื้อหรือจ้างพัฒนาระบบกับบริษัทซอฟต์แวร์ที่ขึ้นทะเบียนในบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) ของ depa และผ่านการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 29110 หรือ CMMI เพื่อนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ 2 เท่า"
  - question: "ควรจ่ายเงินมัดจำกี่เปอร์เซ็นต์ในการเริ่มโครงการซอฟต์แวร์?"
    answer: "เงินมัดจำงวดแรกไม่ควรเกิน 20% ถึง 30% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด และควรผูกการจ่ายเงินงวดต่อไปกับผลการส่งมอบเอกสารข้อกำหนด (SRS) และผลการทดสอบการใช้งานจริง (UAT) มากกว่าการผูกกับกรอบเวลาตามปฏิทิน"
  - question: "หากต้องการเปลี่ยนฟังก์ชันระหว่างพัฒนา ควรมีวิธีคุมงบอย่างไร?"
    answer: "ต้องระบุข้อกำหนด Change Request (CR) ในสัญญา โดยทุกฟังก์ชันที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากขอบเขตเดิม ผู้พัฒนาต้องทำใบประเมินผลกระทบด้านราคาและเวลาเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องได้รับการลงนามอนุมัติจากผู้ว่าจ้างก่อนเริ่มงานเสมอ"
robots: "noindex, follow"
---

# บริษัท software house ในไทย ราคาเท่าไหร่? เช็กลิสต์ตรวจสัญญา

คู่มือประเมินราคากลางจ้าง Software House ในไทย วิเคราะห์งบ Fixed Cost เทียบกับ Man-Day พร้อมวิธีตรวจสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ซอร์สโค้ด และขั้นตอนขอสิทธิ์ลดหย่อนภาษี depa 200%

การจ้าง**บริษัท software house ในไทย**เพื่อ[พัฒนาซอฟต์แวร์](/th/services/software-development)เฉพาะทาง มีช่วงราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100,000 บาท ไปจนถึงหลายล้านบาท ขึ้นอยู่กับขอบเขตระบบ ความซับซ้อนของฐานข้อมูล และรูปแบบการคิดราคา โดยโครงการระบบบริหารจัดการภายในขนาดเล็กมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 100,000–300,000 บาท ซอฟต์แวร์เว็บแอปพลิเคชันเฉพาะทาง (Custom Web Application) อยู่ที่ 350,000–800,000 บาท ส่วนระบบระดับองค์กรขนาดใหญ่มักเริ่มต้นที่ 1,000,000 บาทขึ้นไป หรือคำนวณตามอัตราวันทำงาน (Man-Day) เฉลี่ย 10,000–25,000 บาทต่อวัน

สำหรับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร SME การตัดสินใจลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ได้จบลงเพียงแค่การเลือกใบเสนอราคาที่ถูกที่สุด แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการเจอปัญหางบบานปลาย งานล่าช้า หรือซอฟต์แวร์ไม่สามารถใช้งานได้จริงเมื่อตรวจรับ คู่มือนี้สรุปโครงสร้างราคา วิธีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเช็กลิสต์สัญญาจ้างที่ช่วยปกป้องเงินทุนและทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร

## โครงสร้างราคาและงบประมาณในการจ้าง Software House ในไทย

การตั้งงบประมาณจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศไทย โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 โมเดลหลัก ซึ่งส่งผลต่อภาระการบริหารจัดการและกระแสเงินสดของกิจการอย่างชัดเจน

### 1. โมเดลราคาคงที่ตามขอบเขตงาน (Fixed Cost / Fixed Scope)
โมเดลนี้เหมาะสำหรับโครงการที่มีความต้องการชัดเจน มีเอกสารระบุรายละเอียดระบบ (System Requirement Specification หรือ SRS) สมบูรณ์ โดยแบ่งระดับราคาในตลาดไทยตามขนาดโครงการได้ดังนี้:

* **ระบบบริหารงานภายในขนาดเล็ก (Mini ERP หรือ Internal Workflow):** งบประมาณ 100,000–300,000 บาท ระยะเวลาพัฒนา 1–3 เดือน มักเป็นการแปลงงานเอกสาร จัดการใบเสนอราคา หรือระบบอนุมัติภายในสำหรับทีมงานขนาดเล็ก
* **ระบบ Custom Web Application และระบบเชื่อมต่อฐานข้อมูลภายนอก:** งบประมาณ 350,000–800,000 บาท ระยะเวลาพัฒนา 3–6 เดือน ตัวอย่างเช่น ระบบสั่งซื้อสินค้า B2B ระบบจัดการคลังสินค้าที่มีเงื่อนไขซับซ้อน หรือแพลตฟอร์มพอร์ทัลบริการลูกค้า หากต้องการดูรายละเอียดเจาะลึก สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ [จ้างพัฒนา Custom Web App Dashboard ราคาเท่าไหร่? คู่มือปี 2026](/th/blog/how-much-does-a-custom-dashboard-web-app-cost-in-2026)
* **ระบบระดับองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise Core Solutions):** งบประมาณ 1,000,000 บาทขึ้นไป ระยะเวลาพัฒนา 6–12 เดือนขึ้นไป รองรับปริมาณธุรกรรมสูง การเชื่อมต่อระบบหลายแผนก หรือการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง

### 2. โมเดลคิดตามระยะเวลาและกำลังคน (Time & Material / Man-Day)
สำหรับโครงการที่ต้องปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการทำงานอย่างต่อเนื่องตามการตอบรับของตลาด หรือโครงการนวัตกรรม บริษัทผู้พัฒนาจะคิดค่าบริการเป็นรายวันทำงาน (Man-Day) ต่อตำแหน่ง โดยอัตราราคามาตรฐานในไทยแบ่งตามประสบการณ์ดังนี้:

* **Junior Developer (ประสบการณ์ 1–2 ปี):** 8,000–12,000 บาท/วัน
* **Mid-level Developer / System Analyst (ประสบการณ์ 3–5 ปี):** 12,000–18,000 บาท/วัน
* **Senior Developer / Solution Architect (ประสบการณ์ 5+ ปี):** 18,000–25,000 บาท/วัน หรือสูงกว่า

ข้อควรระวังของโมเดล Man-Day คือภาระความเสี่ยงด้านงบประมาณจะตกอยู่ที่ผู้ว่าจ้าง หากไม่มีการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่ดี งบประมาณอาจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณโดยไม่ได้ชิ้นงานที่พร้อมใช้งานจริง

![โมเดลคิดตามระยะเวลาและกำลังคน Time & Material / Man-Day…](https://land-admin.ireadcustomer.com/api/images/6addb7bd1c91bda391ddf83a)

## สิทธิประโยชน์ภาษี depa 200%: ลดต้นทุนพัฒนาระบบดิจิทัลอย่างถูกกฎหมาย

หนึ่งในโอกาสลดต้นทุนที่ผู้ประกอบการไทยมักมองข้าม คือมาตรการส่งเสริมภาษีจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก [depa Thailand Digital Catalog](https://www.depa.or.th/th/thailanddigitalcatalog) ธุรกิจ SME ไทยสามารถนำ[ค่าใช้จ่าย](/th/pricing)ในการซื้อหรือจ้างทำซอฟต์แวร์ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้สูงสุด 200% (หักได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง) ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

### เกณฑ์การตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนภาษี:
1. **ผู้ให้บริการต้องขึ้นทะเบียนในบัญชีบริการดิจิทัล:** บริษัทซอฟต์แวร์ต้องผ่านการรับรองและมีรายชื่อปรากฏในแพลตฟอร์ม Thailand Digital Catalog ของ depa อย่างถูกต้อง
2. **มาตรฐานกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์:** ผู้ให้บริการต้องผ่านการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 29110 หรือ CMMI (Capability Maturity Model Integration) ซึ่งเป็นการรับรองว่าบริษัทมีกระบวนการควบคุมคุณภาพซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานสากล
3. **ประเภทนิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์:** ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยตามเกณฑ์ SME ที่กฎหมายกำหนด

ก่อนลงนามในสัญญาว่าจ้าง แนะนำให้ขอหลักฐานรหัสการขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัลจากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อความถูกต้องในการยื่นแบบภาษีต่อกรมสรรพากร สามารถอ่านขั้นตอนปฏิบัติได้ที่ [วิธีลดหย่อนภาษี SME ในไทย รับสิทธิ์ 200% สำหรับเครื่องมือดิจิทัล](/th/blog/sme-tax-deduction-thailand-how-to-claim-200-off-your-digital-upgrades)

![บริษัท software house ในไทย](https://land-admin.ireadcustomer.com/api/images/6addb7be1c91bda391ddf840)

## 4 เสาหลักในการตรวจสัญญาจ้างซอฟต์แวร์ ป้องกันปัญหางบบานปลาย

ปัญหาข้อพิพาทส่วนใหญ่ระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี แต่เกิดจากความคลุมเครือในสัญญาจ้าง การตรวจสอบร่างสัญญาต้องครอบคลุม 4 เสาหลักสำคัญดังต่อไปนี้:

### 1. กรรมสิทธิ์ใน Source Code และ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP Rights)
ในสัญญาต้องระบุอย่างชัดเจนว่า **"กรรมสิทธิ์ใน Source Code, Database Schema, สถาปัตยกรรมระบบ, และ Git Repository ทั้งหมด ต้องตกเป็นของผู้ว่าจ้างแต่เพียงผู้เดียว 100% หลังจากการชำระเงินตามงวดงานครบถ้วน"** ห้ามยอมรับข้อความที่ระบุว่าผู้รับจ้างให้สิทธิ์เพียงแค่ License ในการใช้งาน หรือการล็อกการเข้าถึงโค้ด เพราะจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถนำระบบไปพัฒนาต่อกับทีมอื่นได้ในอนาคต

### 2. ตารางการจ่ายเงินผูกกับผลการตรวจรับงานจริง (UAT-Linked Milestones)
การจ่ายเงินต้องผูกกับผลการทดสอบการใช้งานจริง (User Acceptance Testing: UAT) ในสภาพแวดล้อมจำลอง ไม่ใช่ผูกกับวันที่ตามปฏิทิน ตัวอย่างสัดส่วนการชำระเงินที่สมดุล:

* **งวดที่ 1 (เงินมัดจำเริ่มงาน):** 20–30% หลังส่งมอบเอกสารสรุปความต้องการ (SRS) และโครงร่างหน้าจอ (Wireframe)
* **งวดที่ 2 (พัฒนาแกนหลักของระบบ):** 30% เมื่อระบบฝั่งฐานข้อมูลและฟังก์ชันหลักทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ทดสอบได้
* **งวดที่ 3 (เชื่อมต่อระบบและทดสอบ UAT):** 20–30% เมื่อระบบผ่านการทดสอบตามเงื่อนไขที่ตกลงกันทั้งหมด
* **งวดที่ 4 (นำขึ้นระบบจริงและส่งมอบโค้ด):** 10–20% หลังติดตั้งขึ้นระบบ Production และส่งมอบ Source Code พร้อมคู่มือการติดตั้งเรียบร้อย

### 3. ระยะเวลารับประกันข้อผิดพลาดของระบบ (Warranty Period)
สัญญาต้องมีเงื่อนไขรับประกันข้อผิดพลาด (Bugs) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นเวลาอย่างน้อย 30 ถึง 90 วัน นับจากวันที่ลงนามตรวจรับมอบงานงวดสุดท้าย และต้องมีข้อกำหนดระดับการให้บริการ (SLA) ระบุระยะเวลาในการตอบสนองและแก้ไขบั๊กวิกฤตที่ทำให้ระบบหยุดทำงาน (เช่น แก้ไขภายใน 4–24 ชั่วโมง)

### 4. นโยบายการขอแก้ไขหรือเพิ่มฟังก์ชัน (Change Request Policy)
งานที่งบประมาณบานปลายมักเกิดจากฟังก์ชันงอกระหว่างทาง สัญญาต้องระบุอย่างเป็นรูปธรรมว่า การปรับเปลี่ยนข้อกำหนดที่กระทบต่องบประมาณและระยะเวลา ต้องผ่านการจัดทำเอกสารประเมินผลกระทบ (Change Request Document) ที่ระบุจำนวน Man-Day และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยต้องได้รับลายเซ็นอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ว่าจ้างก่อนเริ่มงานส่วนนั้นเสมอ

## สัญญาณเตือน (Red Flags) ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญาจ้างงาน

หากพบข้อบ่งชี้ต่อไปนี้ระหว่างการเจรจากับผู้ให้บริการ ควรชะลอการตัดสินใจและตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียด:

* **ไม่มีการทำ Wireframe หรือ SRS ก่อนเริ่มเขียนโค้ด:** การกระโดดไปเริ่มเขียนโค้ดทันทีโดยไม่มีเอกสารการออกแบบหน้าจอและระบบ มักนำไปสู่งานที่ผิดเป้าหมายและการรื้อทำใหม่ในภายหลัง
* **เรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้าเกิน 50%:** แสดงถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องทางการเงินของผู้รับจ้าง ซึ่งเพิ่มโอกาสในการทิ้งงาน
* **ปฏิเสธการส่งมอบ Source Code และสิทธิ์ผู้ดูแลระบบคลาวด์:** สัญญาณของการพยายามผูกขาดค่าบริการบำรุงรักษารายปีในราคาสูง
* **ไม่มีผู้จัดการโครงการ (Project Manager) ประจำโครงการ:** หากต้องสื่อสารกับโปรแกรมเมอร์โดยตรงโดยไม่มีผู้ควบคุมขอบเขตและตารางเวลา งานมักหลุดกรอบเวลาที่ตกลงกันไว้

## คำถามที่พบบ่อยในการเลือกผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ในไทย

ผู้บริหารจำนวนมากยังคงมีความสับสนเกี่ยวกับประเภทของผู้ให้บริการในตลาดไอทีไทย ซึ่งส่งผลต่อการวางกลยุทธ์การจัดซื้อ:

* **บริษัท Software House คืออะไร ต่างจาก System Integrator (SI) อย่างไร?** Software House มุ่งเน้นการออกแบบและเขียนโปรแกรมพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทางตามโจทย์ธุรกิจ ขณะที่ System Integrator (SI) มักเน้นการติดตั้ง เชื่อมโยงระบบฮาร์ดแวร์ เครือข่าย และซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจากผู้ผลิตระดับโลกเข้าด้วยกัน
* **บริษัทขายอุปกรณ์ไอทีกับบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์แยกกันอย่างไร?** บริษัทจัดจำหน่ายฮาร์ดแวร์ไอที เช่น คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์เครือข่าย มักเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งไม่ใช่ผู้ให้บริการรับเขียนโปรแกรมเฉพาะทาง แม้บางแห่งจะมีแผนกบริการเทคนิคดูแลระบบเครือข่ายพื้นฐานก็ตาม
* **ตัวอย่างบริษัทเทคโนโลยีในตลาดหลักทรัพย์ เช่น Sirisoft คือใคร?** Sirisoft (บมจ. สิริซอฟต์) เป็นตัวอย่างบริษัทที่ปรึกษาและให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยระเบียบวิธีแบบ DevOps ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งมุ่งเน้นลูกค้าระดับองค์กรและสถาบันการเงินเป็นหลัก แตกต่างจาก Software House ขนาดกลางที่เน้นการพัฒนาโปรแกรมให้กับกลุ่มธุรกิจ SME

การลงทุนสร้างซอฟต์แวร์เฉพาะทางเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การกำหนดขอบเขตงานให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนออกเอกสารขอใบเสนอราคา (RFP) การผูกงวดชำระกับผลตรวจรับงาน และการยืนยันสิทธิ์ในซอร์สโค้ด จะช่วยให้ธุรกิจได้ระบบที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหางบประมาณบานปลาย สามารถศึกษาแนวทางการคัดเลือกเพิ่มเติมได้ที่ [จ้างเขียนโปรแกรม Web Application ราคาเท่าไหร่? วิธีเลือกบริษัท](/th/blog/web-application-development-buyer-guide-cost-breakdown)
