ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

คำตอบโดยสรุป

ผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทยกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี เกิดจากการพึ่งพาซอฟต์แวร์ต่างชาติมากเกินไป การเปลี่ยนมาใช้ซอฟต์แวร์ไทยอย่าง iRead จะช่วยลดต้นทุนได้ 30-50% และรักษาเงินทุนให้อยู่ในประเทศเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเราเอง

กลับไปหน้าบล็อก
|2 มิถุนายน 2026

เผชิญหน้า ผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทย: วิธีหยุดเงินรั่วไหล 4 แสนล้านบาทและกู้คืนเศรษฐกิจในประเทศ

ประเทศไทยกำลังสูญเสียรายได้อย่างเงียบเชียบกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปีจากการพึ่งพาซอฟต์แวร์ต่างชาติ ค้นพบวิธีเพิ่มผลตอบแทนและลดต้นทุนองค์กรด้วยการเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มไทยอย่าง iRead เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ

i

iReadCustomer Team

ผู้เขียน

เผชิญหน้า ผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทย: วิธีหยุดเงินรั่วไหล 4 แสนล้านบาทและกู้คืนเศรษฐกิจในประเทศ

ตัวเลขกว่า 4 แสนล้านบาทที่ไหลออกจากประเทศไทยในแต่ละปีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ในบิลค่าซอฟต์แวร์และค่าบริการดิจิทัลต่างประเทศที่ธุรกิจของคุณจ่ายไปในทุกๆ เดือนโดยที่แทบไม่รู้ตัวเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจระดับมหภาค

การสูญเสียทางการเงินอย่างมหาศาลนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศ การทำความเข้าใจและจัดการกับ ผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทย อย่างจริงจัง จึงไม่ใช่เพียงแค่การลดต้นทุนภายในองค์กรของคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ และช่วยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

รอยรั่วไหลที่มองไม่เห็น: ทำไมประเทศไทยต้องสูญเสียเงินกว่า 4 แสนล้านบาทในทุกปี

ความจริงอันน่าตกใจคือประเทศไทยกำลังประสบภาวะขาดดุลทางการค้าด้านบริการเทคโนโลยีและดิจิทัลสูงเป็นประวัติการณ์จากการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติมากเกินไป เงินทุนจำนวนมหาศาลนี้ถูกโอนตรงไปยังผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกในต่างประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างรวดเร็ว

วิกฤตการณ์ไหลออกของเงินทุนเทคโนโลยีในระดับมหภาค

เมื่อองค์กรธุรกิจไทยตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่เลือกใช้แต่ระบบซอฟต์แวร์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ เงินลงทุนด้านดิจิทัลทั้งหมดจะถูกดึงออกจากระบบหมุนเวียนในประเทศทันที ผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทย มูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาทนี้ส่งผลร้ายแรงต่ออัตราการเติบโตของจีดีพีและขัดขวางการจ้างงานวิศวกรซอฟต์แวร์ในประเทศอย่างรุนแรง จากรายงานของ Vertex AI Search Source แสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดภาวะขาดดุลนี้

  • ค่าสิทธิการใช้งานรายเดือนและรายปี (SaaS Subscriptions) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
  • ค่าบริการคลาวด์คอมพิวติ้งและพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ที่มีการคิดค่าบริการตามปริมาณการใช้งานจริง
  • ค่าโฆษณาดิจิทัลและแพลตฟอร์มการตลาด ที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่
  • ค่าบริการการทำธุรกรรมและการเงิน ที่หักผ่านระบบชำระเงินสากล
  • ค่าบริการการบำรุงรักษาและการสนับสนุนทางเทคนิค จากทีมงานต่างประเทศที่คิดอัตราค่าบริการตามมาตรฐานตะวันตก

ค่าธรรมเนียมซ่อนเร้นที่ค่อยๆ สูบเงินออกจากบัญชีบริษัทคุณ

ผู้บริหารจำนวนมากเชื่อว่าตนเองจ่ายเงินค่าซอฟต์แวร์ตามราคาที่ระบุในเว็บไซต์ แต่ในความเป็นจริงยังมีค่าธรรมเนียมซ่อนเร้นอีกหลายรายการที่แฝงมากับการชำระเงินข้ามประเทศ ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน และภาษีมูลค่าเพิ่มจากการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนที่ยากต่อการขอคืน

เจาะลึกผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทยที่มีต่อกำไรของธุรกิจคุณ

การขาดดุลด้านดิจิทัลระดับประเทศไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติตัวเลขในรายงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นปัญหาทางการเงินที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและอัตราการทำกำไรของธุรกิจไทยในปัจจุบัน

ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและการชำระเงินในสกุลเงินดอลลาร์

เมื่อธุรกิจไทยต้องผูกระบบไอทีหลักเข้ากับซอฟต์แวร์ต่างชาติ ต้นทุนการดำเนินงานในทุกๆ เดือนจะขึ้นอยู่กับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยตรง ในช่วงเวลาที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ต้นทุนการใช้งานซอฟต์แวร์ขององค์กรอาจเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ทำให้การควบคุมงบประมาณประจำปีเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาระทางกฎหมายที่ซับซ้อน

อีกหนึ่งต้นทุนแฝงที่ทำให้องค์กรต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือภาระทางภาษีสำหรับการจ่ายเงินไปต่างประเทศ เช่น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องเป็นผู้แบกรับและนำส่งแทนคู่สัญญาต่างประเทศ

  • ความซับซ้อนในการยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 54 และ ภ.พ. 36 ที่ทำให้ทีมบัญชีต้องเสียเวลาทำงานเพิ่มขึ้น
  • ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% หรือ 15% ที่ธุรกิจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าบริการปกติ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ต่างประเทศปฏิเสธที่จะถูกหักภาษีนี้
  • ความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง จากกรมสรรพากรหากบันทึกรายการประเภทภาษีการซื้อบริการจากต่างประเทศผิดพลาด
  • การสูญเสียโอกาสในการลดหย่อนภาษี จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนและมาตรการทางภาษีในประเทศที่มุ่งเน้นการใช้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยคนไทย

ต้นทุนแฝงมหาศาลของการไล่ตามเทคโนโลยีต่างชาติที่เกินความจำเป็น

ธุรกิจไทยจำนวนมากตื่นตัวเรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจนหลงกลแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลก โดยมักคิดว่าของราคาแพงจากต่างประเทศจะดีที่สุด แต่ลืมคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซอฟต์แวร์ไทยที่เหมาะสมกว่า

การจ่ายเงินซื้อฟังก์ชันการใช้งานระดับโลกที่คุณไม่ได้ใช้งานจริง เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดทางการเงินที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ตารางการเปรียบเทียบต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการใช้ซอฟต์แวร์ต่างชาติและการเลือกใช้ระบบซอฟต์แวร์ทางเลือกสำหรับธุรกิจไทยอย่าง iRead ในการบริหารจัดการองค์กร:

หมวดหมู่ต้นทุนและการใช้งานแพลตฟอร์มต่างชาติทั่วไป (USD)แพลตฟอร์มสัญชาติไทย (iRead)
ค่าสิทธิ์การใช้งานต่อผู้ใช้15,000 บาท ขึ้นไปต่อปี ต่อบัญชีผู้ใช้ประมาณ 2,000 - 5,000 บาทต่อปี เท่านั้น
การจัดการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)ต้องคำนวณและนำส่งเองผ่านแบบ ภ.พ. 36ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบได้ทันที ถูกต้องตามกฎหมาย
ค่าบริการปรับแต่งระบบ (Customization)คิดเป็นรายชั่วโมงอัตราสากล (ประมาณ $150-250)มีทีมผู้เชี่ยวชาญในประเทศช่วยปรับแต่งตามความต้องการองค์กร
การสนับสนุนด้านเทคนิคหลังการขายผ่านระบบอีเมลภาษาอังกฤษหรือแชตบอตอัตโนมัติทีมซัพพอร์ตคนไทยดูแลใกล้ชิดผ่านโทรศัพท์ ไลน์ และอีเมล
การเชื่อมต่อกับระบบอื่นในไทย (API)จำกัดมาก หรือต้องเสียค่าบริการเพิ่มระดับสูงเชื่อมต่อระบบขนส่ง ระบบบัญชี และระบบการชำระเงินในไทยได้ทันที
  • ความสูญเสียจากฟังก์ชันส่วนเกิน (Shelfware): ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้งานซอฟต์แวร์ต่างประเทศเพียง 20% ของความสามารถทั้งหมด แต่ต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์เต็ม 100%
  • ค่าบริการอัปเกรดระบบภาคบังคับ: แพลตฟอร์มต่างชาติมักจะบังคับให้อัปเกรดเพื่อใช้งานเวอร์ชันใหม่โดยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
  • การผูกขาดข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจ: ข้อมูลสำคัญถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ต่างแดน การขอดึงข้อมูลออกมาเพื่อวิเคราะห์เชิงลึกมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและกระบวนการที่ยุ่งยาก
  • ปัญหาความปลอดภัยที่ไม่ได้มาตรฐานท้องถิ่น: มาตรฐานความปลอดภัยต่างประเทศอาจไม่สอดคล้องกับพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยแบบสมบูรณ์

ปัญหาหน้างานที่แพลตฟอร์มจากซิลิคอนวัลเลย์มองข้ามและตอบโจทย์ธุรกิจไทยไม่ได้

ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบจากซีกโลกตะวันตกถูกสร้างขึ้นภายใต้วัฒนธรรมการทำงานและการบริหารจัดการของฝรั่งเศส อังกฤษ หรืออเมริกา ซึ่งมักจะขัดแย้งกับความเป็นจริงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง

อุปสรรคทางภาษาและการสื่อสารภายในองค์กรระดับปฏิบัติการ

ระบบซอฟต์แวร์ต่างประเทศมักจะมีอินเทอร์เฟซและเอกสารคู่มือการใช้งานเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการในประเทศไทย เช่น พนักงานขายหน้าร้าน ช่างเทคนิคในโรงงาน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายคลังสินค้า

ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและภาษีของไทย

กฎระเบียบเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย เอกสารใบกำกับภาษี และระบบบัญชีชุดเดียวของประเทศไทยมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก แพลตฟอร์มระดับโลกส่วนใหญ่ไม่มีความยืดหยุ่นพอที่จะออกเอกสารทางภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์ของกรมสรรพากรไทยได้โดยตรง

  • ข้อผิดพลาดในระบบการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ที่ต้องมาแก้ไขแบบแมนนวลภายหลัง
  • รูปแบบเอกสารใบกำกับภาษีที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เสี่ยงต่อการโดนปรับและการประเมินภาษีเพิ่มเติม
  • การเชื่อมต่อกับระบบรายงานภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ที่ซอฟต์แวร์ต่างชาติมองข้าม
  • การขาดความเข้าใจในรูปแบบการทำงานแบบเครือญาติและการลำดับขั้น ในการอนุมัติเอกสารขององค์กรธุรกิจไทย

ทำไมการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทางเลือกสำหรับธุรกิจไทยจึงช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

การตัดสินใจเปลี่ยนจากบริการเทคโนโลยีต่างประเทศมาใช้ซอฟต์แวร์ทางเลือกในประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชาตินิยม แต่เป็นการกระทำที่ขับเคลื่อนด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่ชาญฉลาดและส่งผลบวกอย่างลึกซึ้ง

"การหันมาใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศอย่าง iRead คือวิธีการที่รวดเร็วและยั่งยืนที่สุดในการลดภาวะขาดดุลการค้าด้านบริการดิจิทัลของไทย" นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสาธารณะระบุถึงแนวทางการแก้ไขปัญหานี้

เมื่อเม็ดเงินค่าซอฟต์แวร์ของธุรกิจไทยยังคงหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ จะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายมิติดังนี้:

  • การรักษากลุ่มผู้มีความสามารถด้านไอที (IT Talent Retention): เกิดการสร้างงานและยกระดับรายได้ของนักพัฒนา โปรแกรมเมอร์ และวิศวกรระบบชาวไทย
  • การเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบภาษีของรัฐบาล: เงินค่าบริการซอฟต์แวร์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย ซึ่งรัฐบาลสามารถนำไปใช้พัฒนาสาธารณูปโภคต่อไปได้
  • การสร้างนวัตกรรมที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น (Local Innovation Ecosystem): บริษัทซอฟต์แวร์ไทยจะมีเงินทุนในการวิจัยและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของคนไทยได้ดีขึ้น
  • การสร้างความปลอดภัยด้านอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty): ข้อมูลทางธุรกิจที่สำคัญของประเทศจะไม่รั่วไหลออกไปสู่บริษัทโฮสติ้งและผู้ให้บริการระบบคลาวด์ข้ามชาติในสัดส่วนที่สูงเกินไป

ประโยชน์การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศต่อการขยายตัวขององค์กรยุคใหม่

สำหรับผู้บริหารระดับสูงและซีเอฟโอที่มุ่งเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ประโยชน์การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศนั้นมีความคุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว ทั้งในแง่ของความคล่องตัวในการดำเนินงานและต้นทุนที่เป็นมิตร

การได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคที่ทันท่วงทีและไม่มีอุปสรรคเรื่องเขตเวลา

เมื่อเกิดปัญหาการใช้งานระบบซอฟต์แวร์ในเวลาวิกฤตของธุรกิจ การติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์ต่างประเทศอาจใช้เวลานานหลายวันเนื่องจากความต่างของเวลา (Time Zone) และอุปสรรคด้านภาษา ในขณะที่การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ในประเทศจะได้รับการดูแลจากทีมงานไทยทันที

ความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการเชื่อมต่อฐานข้อมูลในประเทศ

ระบบซอฟต์แวร์ไทยที่พัฒนาโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจะได้รับการสร้างขึ้นให้สามารถเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่นิยมใช้งานในประเทศไทย เช่น ระบบธนาคารไทย แพลตฟอร์มขนส่งในประเทศ และระบบของภาครัฐได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ

  • การปรับแต่งหน้าจอและฟีเจอร์การใช้งานเฉพาะทาง ตามความคุ้มค่าและลักษณะทางธุรกิจเฉพาะตัว
  • การรวมศูนย์ข้อมูลเข้ากับระบบ ERP และ CRM ที่มีใช้อยู่เดิมในตลาดเมืองไทยได้อย่างรวดเร็ว
  • ระยะเวลาการพัฒนาและส่งมอบงานที่สั้นกว่า เนื่องจากการสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและเข้าใจบริบทของธุรกิจในประเทศดีอยู่แล้ว
  • ต้นทุนการซ่อมแซมและการอัปเกรดระบบที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับวิศวกรซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ

5 ขั้นตอนในการตรวจสอบและควบคุมค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

หากคุณต้องการเริ่มต้นลดงบประมาณดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันไทยและหยุดยั้งผลกระทบขาดดุลดิจิทัลในระดับองค์กรของคุณเอง นี่คือแผนการดำเนินการ 5 ขั้นตอนที่คุณสามารถทำได้จริงตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป:

  1. ทำสรุปบัญชีการใช้งานซอฟต์แวร์ทั้งหมด (Software Audit): สั่งการให้ฝ่ายการเงินและไอทีร่วมกันสำรวจบิลค่าใช้จ่าย บัตรเครดิต และใบแจ้งหนี้เพื่อค้นหารายการชำระเงินค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีต่างประเทศทั้งหมดในรอบปีที่ผ่านมา
  2. ประเมินและระบุอัตราการใช้งานจริง (Utilization Analysis): สำรวจว่าพนักงานในองค์กรใช้งานแต่ละระบบบ่อยแค่ไหน มีฟังก์ชันใดบ้างที่เป็นฟังก์ชันส่วนเกิน และมีซอฟต์แวร์ใดที่ซื้อมาแล้วไม่มีคนใช้งานเลย
  3. วิเคราะห์ต้นทุนแฝงรอบด้าน (Total Cost of Ownership - TCO): บวกคำนวณค่าแปลงสกุลเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด. 54 เพื่อหาตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงของการพึ่งพาซอฟต์แวร์ต่างชาติ
  4. เจรจาขอลดขนาดหรือเปลี่ยนมาใช้งานแพลตฟอร์มไทย: ค้นหาผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ไทยที่มีความเชี่ยวชาญและคุณภาพเทียบเท่า เช่น iRead เพื่อเข้ามาทดแทนการใช้ระบบจากต่างประเทศที่ไม่จำเป็น
  5. จัดทำนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวทางดิจิทัล (Digital Local Procurement Policy): ประกาศแนวทางปฏิบัติในบริษัทให้ฝ่ายไอทีจัดหาและพิจารณาซอฟต์แวร์ไทยเป็นตัวเลือกอันดับแรก ก่อนจะอนุมัติการสั่งซื้อระบบต่างประเทศ

การรักษาเม็ดเงินเทคโนโลยีในประเทศด้วยแพลตฟอร์มที่ออกแบบเพื่อคนไทยอย่าง iRead

เป้าหมายสูงสุดของการหยุดกระแสเงินรั่วไหลคือการจัดหาแพลตฟอร์มทางเลือกที่ทรงประสิทธิภาพสูงมาทดแทนอย่างสมบูรณ์แบบ แพลตฟอร์ม iRead ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยทีมงานวิศวกรซอฟต์แวร์ชาวไทยเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง

iRead มุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปกระบวนการทำงานแบบดิจิทัลสำหรับธุรกิจไทย โดยนำเสนอเครื่องมือจัดการเอกสารและระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และราคาเหมาะสม โซลูชันนี้ช่วยให้องค์กรทุกขนาดสามารถเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบการทำงานที่คล่องตัวโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาด้านภาษาหรือค่าสิทธิ์การใช้งานที่แปรผันตามอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์

  • ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ (e-Document Management): ที่มีความสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและมาตรฐานการยอมรับของภาครัฐไทย
  • การบูรณาการระบบภาษีและใบส่งของภายในตัว: ช่วยให้ทีมบัญชีสามารถออกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามประมวลรัษฎากร
  • ระบบความปลอดภัยและการจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA): ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการละเมิดกฎหมายภายในประเทศโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อโมดูลส่วนขยายเพิ่ม
  • โปรแกรมการฝึกอบรมแบบจับมือทำภาษาไทย: เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานระดับปฏิบัติการของคุณจะสามารถใช้งานระบบได้อย่างเชี่ยวชาญและเต็มประสิทธิภาพภายในระยะเวลาอันสั้น

ทวงคืนอธิปไตยทางดิจิทัลของไทย เริ่มต้นที่การตัดสินใจในองค์กรของคุณวันนี้

การแก้ปัญหาผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทยระดับ 4 แสนล้านบาทไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนแนวคิดและกลยุทธ์การบริหารเทคโนโลยีของผู้นำองค์กรธุรกิจไทยทุกคน

เมื่อคุณตัดสินใจเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทางเลือกสำหรับธุรกิจไทยที่มีมาตรฐานระดับสากลอย่าง iRead คุณไม่ได้เพียงแค่ช่วยประหยัดเงินในบัญชีขององค์กรได้สูงสุดถึง 30-50% เท่านั้น แต่คุณกำลังเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสร้างความแข็งแกร่งและทวงคืนอธิปไตยทางเทคโนโลยีให้กับประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาสนับสนุนนวัตกรรมในประเทศ เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมั่นคงให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

ผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทยคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ผลกระทบขาดดุลดิจิทัลไทยคือการสูญเสียเงินตราต่างประเทศกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปีจากการที่ธุรกิจไทยซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ คลาวด์ และโฆษณาจากบริษัทข้ามชาติ ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ได้ถูกนำกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย

ทำไมการใช้ซอฟต์แวร์ต่างประเทศถึงมีต้นทุนแฝงสูงกว่าซอฟต์แวร์ไทย?

ซอฟต์แวร์ต่างชาติมีต้นทุนแฝงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. 54) และค่าปรับแต่งระบบที่คิดราคาตามมาตรฐานตะวันตก ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงกว่าซอฟต์แวร์ไทยถึง 300%

iRead สามารถช่วยลดการขาดดุลดิจิทัลของประเทศไทยได้อย่างไร?

iRead เป็นซอฟต์แวร์ไทยที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองการจัดการเอกสารและระบบจัดเก็บข้อมูลขององค์กรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระบบภาษี ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์ต่างราคาแพงและรักษาเม็ดเงินให้อยู่ในประเทศ

ข้อดีของการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทางเลือกสำหรับธุรกิจไทยในแง่การทำงานคืออะไร?

ข้อดีหลักคือการมีเมนูการใช้งานภาษาไทยที่พนักงานเข้าใจง่าย ระบบรองรับการคำนวณภาษีและออกเอกสารตามเกณฑ์สรรพากรไทยทันที และมีทีมวิศวกรซัพพอร์ตคนไทยในเวลาทำงานปกติโดยไม่มีอุปสรรคเรื่องเขตเวลา

ผู้บริหารควรเริ่มต้นตรวจสอบและควบคุมค่าลิขสิทธิ์ไอทีในองค์กรอย่างไร?

เริ่มต้นด้วยการจัดทำบัญชีซอฟต์แวร์ทั้งหมดที่ใช้งานในบริษัท วิเคราะห์การใช้งานจริงของพนักงาน ตัดฟังก์ชันส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้ และเปลี่ยนมาพิจารณาซอฟต์แวร์ไทยที่มีฟังก์ชันทัดเทียมแต่ราคาคุ้มค่ากว่าอย่าง iRead