ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

คำตอบโดยสรุป

ระบบต้อนรับลูกค้าอัตโนมัติ (Automated Client Onboarding) สำหรับเอเจนซี่ในกรุงเทพฯ คือการเชื่อมโยงระบบ CRM เข้ากับ Slack, Google Drive และ Jira ผ่าน Webhook เพื่อสร้างโฟลเดอร์ ห้องสนทนา และบอร์ดงานอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาเริ่มงานจาก 14 วัน เหลือเพียง 48 ชั่วโมง และประหยัดเวลาแมนนวลได้กว่า 120 ชั่วโมงต่อเดือน

กลับไปหน้าบล็อก
|24 สิงหาคม 2026

ปฏิวัติเอเจนซี่ด้วยระบบ Automated Client Onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ

กรณีศึกษาเจาะลึก: Prisna Digital เปลี่ยนผ่านจากกระบวนการ Onboarding ลูกค้าแบบเดิมๆ ที่กินเวลา 14 วัน สู่ระบบอัตโนมัติที่เสร็จสิ้นภายใน 48 ชั่วโมง ช่วยทวงคืนเวลาทำงานได้มากกว่า 120 ชั่วโมงต่อเดือน

i

iReadCustomer Team

ผู้เขียน

A modern metallic key sitting on top of an illuminated fiber-optic server rack showing blinking network lights.

การติดตั้งระบบ automated client onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ (ระบบต้อนรับลูกค้าเอเจนซี่อัตโนมัติ) คือหนทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการขจัดปัญหาคอขวดด้านธุรการและเร่งความเร็วในการขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆ ทันทีที่ปิดการขายได้ ในช่วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา Prisna Digital ซึ่งเป็นดิจิทัลเอเจนซี่ชั้นนำย่านสุขุมวิท ต้องเผชิญกับวิกฤตค่าปรับล่าช้าในสัญญาโครงการมูลค่ากว่า 150,000 บาท เพียงเพราะขั้นตอนการประสานงานเพื่อเปิดสิทธิ์การใช้งานเครื่องมือและสร้างโฟลเดอร์แชร์งานมีความล่าช้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความพึงพอใจของลูกค้าและตารางเวลาของทีมงานระดับผู้บริหารทั้งหมดในองค์กร

ปัญหาซ่อนเร้นในงานธุรการของทีมดูแลลูกค้า

ความล่าช้าไม่ได้เกิดขึ้นจากความเกียจคร้าน แต่เกิดจากความซับซ้อนของขั้นตอนแมนนวลที่ต้องทำซ้ำๆ กันในทุกสัญญางานใหม่ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า (Account Director) และผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ต้องใช้เวลาที่มีค่าไปกับการสร้างบัญชีผู้ใช้และกำหนดสิทธิ์ทีละระบบ

สัญญาณเตือนภัยที่บ่งชี้ว่าระบบ Onboarding ของคุณกำลังมีปัญหา

  • ทีมงานเริ่มงานไม่ได้ภายใน 3 วันทำการแรก หลังจากลูกค้าลงนามในสัญญา
  • เอกสารแชร์ของลูกค้าตกหล่นหรือหาไม่พบ เนื่องจากไม่มีมาตรฐานการจัดเก็บที่เป็นระบบเดียว
  • การตั้งค่าสิทธิ์ผู้ใช้งานผิดพลาด ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้ารายอื่นโดยไม่ตั้งใจ
  • ผู้บริหารระดับสูงต้องใช้เวลาทำงานด้านธุรการ มากกว่า 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการเคลียร์ระบบคอขวดนี้

ถอดบทเรียน Prisna Digital จากวิกฤต 14 วัน สู่มาตรฐานใหม่ 48 ชั่วโมง

ผลลัพธ์ของระบบ automated client onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดผ่านผลสัมฤทธิ์ทางการเงินและการจัดสรรทรัพยากรของ Prisna Digital ก่อนการติดตั้งระบบนี้ พนักงานระดับหัวหน้าทีมต้องสลับหน้าต่างทำงานไปมากว่า 5 แพลตฟอร์มเพื่อคัดลอกข้อมูลเดียวกันซ้ำๆ ส่งผลให้เกิดความล่าช้ารวมถึง 14 วันต่อการรับลูกค้าใหม่หนึ่งราย

การเปลี่ยนผ่านระบบการทำงานครั้งนี้สามารถลดขั้นตอนแมนนวลลงได้ 100% และเปลี่ยนเวลาทำงานที่สูญเปล่าให้เป็นชั่วโมงที่สร้างรายได้ให้แก่เอเจนซี่ทันที

รายการเปรียบเทียบกระบวนการทำงานระบบเดิม (Manual Onboarding)ระบบใหม่ (Automated Workflow)
ระยะเวลาเฉลี่ยจนกว่าจะเริ่มงานได้14 วันทำการต่ำกว่า 48 ชั่วโมง
เวลาที่ทีมบัญชีต้องใช้จัดเตรียมระบบ15 ชั่วโมงต่อลูกค้าหนึ่งราย0 ชั่วโมง (รันอัตโนมัติ)
อัตราความผิดพลาดในการตั้งค่าสิทธิ์สูงถึง 22% ต่อโครงการ0% (ควบคุมด้วยเทมเพลต)
ค่าใช้จ่ายด้านธุรการแอบแฝง45,000 บาทต่อเดือนต่ำกว่า 2,500 บาทต่อเดือน (ค่าระบบเครื่องมือ)

ขั้นตอนระบบเดิมที่เคยฉุดรั้งการเติบโต

  • ทีมขายส่งอีเมลแจ้งทีมบัญชีและทีมบริหารผ่านช่องทางด่วน
  • ผู้จัดการโครงการพิมพ์ข้อมูลลูกค้าซ้ำในระบบจัดเก็บไฟล์ Google Drive เพื่อสร้างโฟลเดอร์
  • ฝ่ายไอทีสร้างสิทธิ์เข้าถึงช่องทางสนทนา Slack ด้วยตนเองทีละอีเมล
  • ทีมดูแลโครงการสร้างบอร์ดงานใน Jira และกำหนดภารกิจด้วยมือทีละข้อ

การติดตั้งระบบ automated client onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ…
การติดตั้งระบบ automated client onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ…

โครงสร้างระบบอัตโนมัติที่เชื่อมต่อผ่าน Webhook และ API

หัวใจหลักของระบบ automated client onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ คือการสถาปนาสะพานเชื่อมต่อข้อมูลที่ไร้รอยต่อระหว่างระบบปิดการขายและระบบทำงานจริง การส่งผ่านข้อมูลโดยใช้ Webhook ช่วยให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนสถานะดีลเป็น "Closed Won" ในระบบ CRM จะสามารถส่งสัญญาณไปยังเครื่องมือจัดการทันที

การทำงานร่วมกันระหว่าง CRM และเครื่องมือรันระบบอัตโนมัติ

เมื่อทีมขายอัปเดตสถานะใน HubSpot สัญญาณข้อมูลในรูปแบบ JSON จะถูกยิงตรงไปยัง Make.com หรือ Zapier เพื่อทำการแยกวิเคราะห์ข้อมูลโดยไม่มีการพักข้อมูลไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ซึ่งช่วยให้ระบบมีความปลอดภัยสูงสุด

ชุดข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการรันระบบทำงานอัตโนมัติ

  • ชื่อบริษัทและตัวย่อโครงการ (Project Code) สำหรับตั้งชื่อโฟลเดอร์และช่องสื่อสาร
  • ที่อยู่อีเมลหลักของผู้ติดต่อฝั่งลูกค้า เพื่อกำหนดสิทธิ์เข้าถึงภายนอก
  • ประเภทแพ็กเกจบริการที่สั่งซื้อ เพื่อเลือกเทมเพลตการสร้างบอร์ดงานในระบบจัดการ
  • ชื่อผู้รับผิดชอบโครงการฝั่งเอเจนซี่ สำหรับมอบหมายงานอัตโนมัติในทันที

ขั้นตอนที่ 1: การสร้างโครงสร้างโฟลเดอร์และการจัดเก็บไฟล์อัจฉริยะ

การใช้เครื่องมือ Make.com เชื่อมต่อกับ Google Workspace ช่วยให้เอเจนซี่สามารถสร้างโครงสร้างจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กรภายในเวลาเพียง 5 วินาที ระบบจะดึงข้อมูลประเภทบริการจาก CRM เพื่อเลือกคัดลอกโฟลเดอร์เทมเพลตที่เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ

การกำหนดโครงสร้างเอกสารภายใน Google Drive เพื่อเริ่มงาน

การจัดเตรียมเอกสารเหล่านี้ผ่านระบบอัตโนมัติช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีเอกสารสำคัญฉบับใดถูกลืมสร้าง หรือถูกแชร์ออกไปด้วยระดับสิทธิ์เข้าถึงที่ไม่เหมาะสม

เอกสารที่ระบบจะสร้างขึ้นและพร้อมส่งลิงก์ให้ลูกค้าทันที

  • โฟลเดอร์ส่งมอบงานออกแบบหลัก (Shared Folder with Edit Permissions)
  • เทมเพลตแผนงานหลักและตัวติดตามรายงาน (Campaign Google Sheet)
  • เอกสารรวบรวมข้อมูลบรีฟเริ่มต้น (Onboarding Google Doc)
  • โฟลเดอร์เก็บใบแจ้งหนี้และเอกสารทางกฎหมาย (Restricted Finance Folder)

ขั้นตอนที่ 2: ระบบจัดการการสื่อสารและห้องแชตบน Slack อัตโนมัติ

ช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็วคือด่านแรกที่ลูกค้าจะใช้ประเมินความเป็นมืออาชีพของเอเจนซี่ การนำระบบอัตโนมัติมาใช้สร้างห้องสนทนาเฉพาะโครงการบน Slack จะช่วยให้การสื่อสารมีความเป็นระเบียบ ไม่ปะปนกับลูกค้ารายอื่น

วิธีการสร้างและตั้งค่าสิทธิ์ห้องสนทนาโดยใช้ API

ระบบจะใช้ API ของ Slack เพื่อสั่งเปิดห้องแชตใหม่ตามรูปแบบ client-[ชื่อย่อโปรเจกต์] พร้อมกับดึงเอาสมาชิกในทีมที่เกี่ยวข้องเข้าห้อง และสร้างลิงก์สำหรับเชิญลูกค้าภายนอกเข้ามาเป็น Single-Channel Guest อัตโนมัติ The Zero-Downtime Client Onboarding Framework for Thai Creative Agencies ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาข้อมูลลูกค้ารายอื่นรั่วไหลได้อย่างเด็ดขาด

ขั้นตอนการเตรียมระบบสื่อสารภายในทีมและลูกค้า

  • การตั้งชื่อห้องสนทนาที่เป็นระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาและเข้าทำงาน
  • การปักหมุดข้อความต้อนรับและลิงก์ข้อมูลหลัก ไว้ที่ส่วนบนของห้องเสมอ
  • การสร้างลิงก์สำหรับเชิญลูกค้าร่วมงาน และอัปเดตกลับไปยังระบบ CRM
  • การติดตั้งแอปพลิเคชันจัดการงาน เพื่อแจ้งเตือนความคืบหน้าตรงเข้าห้องสนทนา

ทีมงานเริ่มงานไม่ได้ภายใน 3 วันทำการแรก
ทีมงานเริ่มงานไม่ได้ภายใน 3 วันทำการแรก

ขั้นตอนที่ 3: การตั้งค่าโครงงานและบอร์ดการทำงานบน Jira

ขั้นตอนที่ทีมงานมักจะทำตกหล่นมากที่สุดคือการคัดลอกตารางภารกิจงานที่ต้องทำลงบนกระดานควบคุมโครงการ ระบบอัตโนมัติจะช่วยดึงแผนการทำงานตามประเภทสัญญาบริการมาติดตั้งเป็นบอร์ดทำงานบน Jira Cloud ทันที

การนำเข้าเทมเพลตโปรเจกต์บน Jira ให้ตรงตามประเภทแพ็กเกจงาน

ไม่ว่าจะเป็นงานดูแลโซเชียลมีเดียรายเดือน หรืองานพัฒนาเว็บไซต์ระบบใหญ่ ระบบอัตโนมัติจะสแกนเงื่อนไขในสัญญาแล้วทำการเลือกชุดภารกิจ (Epic/Story/Task) ที่เหมาะสมเข้ามาเรียงในบอร์ดให้เสร็จสรรพ ทำให้ทีมสร้างสรรค์งานสามารถเปิดดูงานและเริ่มปฏิบัติการได้ตั้งแต่วันแรก

องค์ประกอบของบอร์ดงานเริ่มต้นที่สร้างโดยอัตโนมัติ

  • ชุดงานสำหรับสัปดาห์แรกของการ Onboarding เพื่อสร้าง Quick Wins ให้ลูกค้าเห็น
  • การเชื่อมโยงผู้รับผิดชอบหลัก ตามตำแหน่งงานในทีมบริการลูกค้า
  • การกำหนดวันที่ส่งมอบเป้าหมายเบื้องต้น ตามวันที่เริ่มสัญญาจริง
  • การแนบลิงก์จาก Google Drive และ Slack เข้าไปในรายละเอียดบอร์ดโดยตรง

มาตรการความปลอดภัยของข้อมูลภายใต้ข้อบังคับ PDPA 2026

ความปลอดภัยและการเคารพความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าในประเทศไทยไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นข้อบังคับตามกฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กำหนดให้เราต้องจัดสรรสิทธิ์และลบข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานออกอย่างเหมาะสม

ระบบอัตโนมัติช่วยลดความเสี่ยงจากการที่มนุษย์ตั้งค่าแชร์ไฟล์แบบสาธารณะได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการจำกัดสิทธิ์เข้าถึงของลิงก์ที่ถูกสร้างให้จำกัดอยู่เพียงโดเมนบริษัทและอีเมลที่ได้รับการอนุมัติเท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบย้อนหลังตามนโยบาย PDPA How to Secure Thai Agency PDPA Compliance 2026: Restructuring Multi-Client Pipelines Before the Squeeze

ระบบป้องกันความปลอดภัยที่ต้องบรรจุในสคริปต์ทำงานอัตโนมัติ

  • จำกัดการเข้าถึงโฟลเดอร์การเงิน เฉพาะทีมบัญชีและลูกค้าเท่านั้น
  • ห้ามการเปิดแชร์ลิงก์แบบสาธารณะ (Anyone with the link can view)
  • ระบบลบข้อมูลอัตโนมัติ หรือแจ้งเตือนเมื่อสัญญาโครงการสิ้นสุดลง
  • ระบบบันทึกความเคลื่อนไหวของการเข้าถึงไฟล์ (Audit Logs) เพื่อความโปร่งใส

คู่มือการสร้างระบบ Onboarding อัตโนมัติด้วยตนเองทีละขั้นตอน

หากคุณต้องการเริ่มต้นสร้างระบบ automated client onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยประหยัดเวลาการทำงาน ให้ทำตามลำดับขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อสร้างระบบขั้นต้นขึ้นมาใช้งานได้ด้วยตนเองภายในหนึ่งวันทำการ

ลำดับขั้นตอนการติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล

  1. เชื่อมต่อบัญชี CRM และสร้าง Webhook Trigger: เข้าใช้งาน Make.com แล้วเลือกเชื่อมต่อกับระบบ CRM ของคุณ เช่น HubSpot หรือ Salesforce โดยกำหนดเงื่อนไขการส่งข้อมูลเมื่อดีลเปลี่ยนเป็น "Closed Won"
  2. ตั้งค่าตัวสร้างโฟลเดอร์ Google Drive: ใช้โมดูล "Create a Folder" เพื่อสร้างโฟลเดอร์หลักของลูกค้า จากนั้นใช้คำสั่งสร้างโฟลเดอร์ย่อยตามโครงสร้างมาตรฐานขององค์กร
  3. ตั้งคำสั่งสร้างห้องแชตบน Slack: นำโมดูล "Create Channel" ของ Slack มาต่อท้าย พร้อมทั้งดึงข้อมูลอีเมลของลูกค้าจาก CRM เพื่อส่งสิทธิ์รับเชิญร่วมงาน
  4. คัดลอกโปรเจกต์เทมเพลตใน Jira: ใช้โมดูล "Create Project from Template" เพื่อเปิดบอร์ดทำงานใหม่ และสร้างภารกิจเริ่มต้นทั้งหมดโดยใช้ตัวแปรข้อมูลของลูกค้า
  5. สร้างระบบรายงานสรุปความสำเร็จ: นำข้อมูลลิงก์ทั้งหมดที่ระบบอัตโนมัติสร้างขึ้นย้อนกลับไปบันทึกไว้ใน CRM ของลูกค้า เพื่อเป็นจุดอ้างอิงจุดเดียวสำหรับทีมงานทุกคน

รายการตรวจสอบความถูกต้องก่อนเปิดใช้งานจริง

  • ระบบสามารถรันได้ครบทุกขั้นตอนโดยไม่มีข้อผิดพลาด (Zero Error Run)
  • สิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ถูกควบคุมให้อยู่เฉพาะอีเมลที่กำหนดเท่านั้น
  • ข้อความที่ส่งใน Slack แสดงผลภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องสวยงาม
  • เวลาที่ระบบใช้ทำงานทั้งหมดไม่เกิน 3 นาทีในการสร้างทุกอย่าง

ยกระดับประสบการณ์และสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกด้วยเทคโนโลยี

การนำระบบ automated client onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ มาใช้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการประหยัดเวลาของพนักงานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจและเหนือระดับให้แก่แบรนด์ของลูกค้าตั้งแต่สัปดาห์แรกของการทำงานร่วมกัน การที่ลูกค้าได้รับอีเมลต้อนรับที่พร้อมไปด้วยข้อมูล ลิงก์ห้องคุยงาน และโฟลเดอร์เอกสารหลักภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากตกลงเซ็นสัญญา สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดอย่างชัดเจน

ผลการวิจัยพบว่า ลูกค้าที่ได้รับการ Onboarding อย่างรวดเร็วมีแนวโน้มที่จะต่อสัญญาการทำงานสูงขึ้นถึง 35% การลดเวลาที่ต้องหมดไปกับงานเอกสารและธุรการช่วยให้ Account Director สามารถโฟกัสไปที่กลยุทธ์และการสร้างสรรค์แคมเปญโฆษณาที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนี่คือจุดที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้แก่เอเจนซี่ของคุณ

เป้าหมายในการประเมินประสิทธิภาพของระบบการต้อนรับลูกค้า

  • คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าหลังการเริ่มงาน (Onboarding CSAT) ควรอยู่สูงกว่า 95%
  • ลดเวลาตอบกลับและเริ่มงานลงให้เหลือ ต่ำกว่า 48 ชั่วโมงในทุกแคมเปญ
  • จำนวนชั่วโมงที่พนักงานใช้ในการเตรียมระบบ ต้องลดลงจนเป็นศูนย์
  • อัตราการต่อสัญญาและขยายงบประมาณงาน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความประทับใจแรกเริ่ม

เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างรวดเร็วและไม่มีสะดุด การเริ่มต้นนำเครื่องมือเข้ามาจัดการส่วนงานธุรการซ้ำๆ เหล่านี้จะกลายเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยให้องค์กรของคุณก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจเอเจนซี่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

ระบบ Automated Client Onboarding สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ คืออะไร?

มันคือระบบการเชื่อมต่อข้อมูลลูกค้าจากระบบขาย (CRM) ไปยังเครื่องมือทำงานต่างๆ เช่น Google Drive, Slack และ Jira โดยอัตโนมัติผ่านทาง API และ Webhook เพื่อจัดเตรียมพื้นที่ทำงานให้ทีมจัดทำแคมเปญทันทีที่ตกลงเซ็นสัญญาโดยไม่ต้องทำแมนนวล

เหตุใดระบบต้อนรับลูกค้าอัตโนมัติจึงมีความจำเป็นต่อดิจิทัลเอเจนซี่ในปัจจุบัน?

เนื่องจากช่วยลดระยะเวลาความล่าช้าในการเริ่มต้นแคมเปญจากปกติ 14 วันให้เหลือต่ำกว่า 48 ชั่วโมง ช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนปรับส่งงานล่าช้า และยังทวงคืนเวลาทำงานที่มีมูลค่าของทีมบริการลูกค้ากลับคืนมาได้กว่า 120 ชั่วโมงต่อเดือน

ขั้นตอนการทำ Onboarding แบบอัตโนมัติทำงานอย่างไร?

ระบบจะเริ่มทำงานเมื่อสถานะในระบบ CRM เปลี่ยนเป็นระบบปิดการขายสำเร็จ จากนั้นสัญญาณ Webhook จะส่งผ่านตัวกลางอย่าง Make.com เพื่อสั่งสร้างโฟลเดอร์ใน Google Drive เปิดสิทธิ์ผู้เข้าใช้งาน สร้างห้อง Slack และสร้างชุดบอร์ดงานใน Jira พร้อมกันภายใน 3 นาที

ระบบนี้มีความปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎหมาย PDPA ของไทยอย่างไร?

ระบบอัตโนมัติช่วยขจัดความผิดพลาดจากคนในการเผลอตั้งค่าไฟล์เป็นสาธารณะ โดยระบบจะจำกัดให้เข้าถึงได้เฉพาะโดเมนของบริษัทและอีเมลผู้ติดต่อของลูกค้าเท่านั้น อีกทั้งยังมีระบบบันทึกความเคลื่อนไหวการเข้าถึงไฟล์ที่มีมาตรฐาน

หากเอเจนซี่ต้องการเริ่มต้นติดตั้งระบบนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูงหรือไม่?

การเริ่มต้นสามารถใช้เครื่องมือแบบไม่มีรหัส (No-code/Low-code) เช่น Make.com หรือ Zapier ร่วมกับระบบคลาวด์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งใช้เงินลงทุนค่าลิขสิทธิ์ระบบเริ่มต้นต่ำกว่า 2,500 บาทต่อเดือน แต่ให้ผลตอบแทนในการประหยัดแรงงานที่คุ้มค่ากว่ามาก