คำตอบโดยสรุป
โครงการ AI ในองค์กรมักล้มเหลวเนื่องจากขาดการออกแบบกระบวนการทำงานที่ดี การเริ่มทำกระบวนการประเมินและจัดโครงสร้างการทำงานใหม่ก่อนซื้อซอฟต์แวร์คือคำตอบที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้จริง
หยุดซื้อเครื่องมือ AI แล้วหันมาทำกระบวนการทดสอบกระบวนการทำงานก่อนผิดพลาด
โครงการ AI ส่วนใหญ่ในองค์กรล้มเหลวไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีไม่ดี แต่เป็นเพราะระบบการทำงานที่ไร้ระเบียบ ค้นพบวิธีเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วยการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ก่อนเลือกซื้อซอฟต์แวร์
iReadCustomer Team
ผู้เขียน
ความจริงอันเจ็บปวดของการทำเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านธุรกิจในปัจจุบันคือโครงการปัญญาประดิษฐ์ส่วนใหญ่ล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่าเนื่องจากผู้บริหารมุ่งเน้นแต่การสรรหาเครื่องมือซอฟต์แวร์รุ่นใหม่โดยละเลยการจัดระเบียบโครงสร้างการทำงานภายในองค์กร วันอังคารที่ผ่านมาผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งพบว่าพนักงานในทีมพยายามใช้ระบบ AI หลายระบบในการจัดการข้อมูลลูกค้าแต่กลับสร้างความสับสนและทำให้ข้อมูลรั่วไหล การตัดสินใจนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานโดยไม่มีขั้นตอนการทำ 'workflow automation discovery engagement' (การเข้าประเมินและวิเคราะห์กระบวนการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมระบบอัตโนมัติ) ที่ชัดเจน มักจะจบลงด้วยความสูญเสียทั้งงบประมาณและเวลาของพนักงานในทุกระดับ การจัดกระบวนการทำงานใหม่ก่อนการตัดสินใจซื้อเครื่องมือคือหนทางเดียวที่จะทำให้การลงทุนในเทคโนโลยีเกิดความคุ้มค่าอย่างแท้จริง
สุสานซอฟต์แวร์มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ในองค์กรยุคใหม่
โครงการทดสอบระบบ AI ในระดับองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวลงเพราะผู้บริหารมุ่งไปที่ตัวเครื่องมือซอฟต์แวร์มากกว่าความพร้อมของระบบงานหลังบ้าน ผลการวิจัยเชิงลึกจากสถาบันการ์ตเนอร์ (Gartner) ระบุว่าโครงการปัญญาประดิษฐ์มากกว่าร้อยละ 85 ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านกระบวนการทดสอบไปสู่กระบวนการใช้งานจริงในระยะยาวได้สำเร็จเนื่องจากปัญหาความไม่สอดคล้องของขั้นตอนการปฏิบัติงานดั้งเดิม สาเหตุหลักที่ทำให้เทคโนโลยีล้มเหลวไม่ใช่เรื่องของคุณภาพซอฟต์แวร์ แต่เป็นเพราะความไม่พร้อมด้านข้อมูลและกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ การนำซอฟต์แวร์ใหม่เข้าไปติดตั้งทับลงบนขั้นตอนการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพรังแต่จะทำให้ระบบทั้งหมดทำงานล่าช้าลงและสร้างความเหนื่อยล้าให้กับพนักงานในทีมโดยไม่จำเป็น
ระบบงานที่กระจัดกระจายและค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น
เมื่อองค์กรขาดการประเมินโครงสร้างพื้นฐานที่ดี การทำงานจะเกิดความซับซ้อนและข้อมูลจะกระจัดกระจายอย่างรวดเร็ว
- ข้อมูลลูกค้าถูกบันทึกซ้ำซ้อนในระบบที่ไม่มีการเชื่อมต่อกัน
- พนักงานต้องใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่องมือ
- ระบบการทำงานร่วมกันไม่มีการกำหนดผู้รับผิดชอบที่แน่ชัดในขั้นตอนสุดท้าย
- เกิดปัญหาการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างทีมปฏิบัติการและทีมเทคโนโลยีสารสนเทศ
กับดักเทคโนโลยีเงาที่สร้างความเสี่ยงให้องค์กร
พนักงานมักจะแอบจัดซื้อซอฟต์แวร์มาใช้งานเองภายนอกระบบหลักเมื่อระบบที่องค์กรจัดซื้อให้ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ
- การละเมิดมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลของลูกค้าเนื่องจากการใช้บัญชีส่วนตัว
- ค่าใช้จ่ายแฝงจากการสมัครสมาชิกบริการคลาวด์ขนาดเล็กที่ไม่มีการตรวจสอบ
- การเชื่อมต่อระบบภายนอกโดยไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ความเสี่ยงต่อการถูกปรับตามข้อบังคับคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กร
ทำไมเครื่องมือไม่ได้ปฏิวัติธุรกิจ แต่การออกแบบระบบงานใหม่ต่างหากที่ทำได้
การนำระบบซอฟต์แวร์ชั้นนำเข้ามาใช้งานไม่สามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจได้หากไม่มีการรื้อถอนและวางรากฐานการทำงานเสียใหม่ คำกล่าวที่ว่า 'เครื่องมือไม่ได้ช่วยเปลี่ยนผ่านธุรกิจ แต่การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ต่างหากที่ทำได้' ถือเป็นแก่นสำคัญของการบริหารจัดการองค์กรยุคปัจจุบัน หากระบบปฏิบัติการหลักของบริษัทคุณยังคงใช้การพิมพ์เอกสารเพื่อส่งต่อการอนุมัติ การนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเขียนสรุปเอกสารก็ไม่ได้ช่วยลดเวลาการทำงานจริงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่จะเป็นเพียงการเพิ่มขั้นตอนการทำงานให้พนักงานต้องคอยตรวจสอบซอฟต์แวร์เพิ่มเติมเท่านั้น
มายาคติเรื่องยารักษาทุกโรคทางเทคโนโลยี
ผู้บริหารจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อว่าซอฟต์แวร์เพียงตัวเดียวจะสามารถแก้ไขทุกปัญหาขององค์กรได้
- เทคโนโลยีไม่สามารถแก้ไขปัญหาการสื่อสารที่ล้มเหลวระหว่างแผนกได้
- ระบบวิเคราะห์ข้อมูลไม่สามารถประมวลผลได้หากข้อมูลนำเข้าไม่มีคุณภาพ
- พนักงานจะไม่ใช้งานระบบใหม่หากขั้นตอนการทำงานมีความซับซ้อนเกินไป
- การเปลี่ยนซอฟต์แวร์บ่อยครั้งสร้างความสับสนและลดความเชื่อมั่นของทีมงาน
การสร้างสมดุลการทำงานระหว่างมนุษย์และระบบอัตโนมัติ
การแบ่งขอบเขตหน้าที่อย่างชัดเจนระหว่างการตัดสินใจของมนุษย์กับการประมวลผลของเทคโนโลยีจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- ระบบอัตโนมัติรับหน้าที่จัดการงานทำซ้ำทั่วไปและจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ
- มนุษย์มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
- กำหนดจุดตรวจสอบคุณภาพที่สำคัญโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญก่อนส่งมอบงาน
- การติดตามผลการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อระบุข้อบกพร่องของระบบงาน
สี่สาเหตุหลักของข้อผิดพลาดในการรวมระบบ AI ระดับองค์กร
ความผิดพลาดร้ายแรงมักเกิดขึ้นจากกระบวนการจัดซื้อที่ขาดการตรวจสอบความคุ้นเคยและแนวทางปฏิบัติของพนักงานผู้ใช้งานจริง การวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิด 'enterprise ai integration mistakes' (ข้อผิดพลาดในการรวมระบบ AI ระดับองค์กร) แสดงให้เห็นว่าความล้มเหลวเกือบทั้งหมดเกิดจากปัญหาเชิงระบบการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่เรื่องของขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของปัญญาประดิษฐ์
- การขาดมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลอันเป็นระบบ: ข้อมูลที่มีการจัดเก็บอย่างไม่เป็นระเบียบทำให้ระบบไม่สามารถนำไปวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างแผนก: แต่ละแผนกมีมาตรฐานการทำงานที่แตกต่างกันจนทำให้ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลให้อยู่ในจุดเดียวกันได้
- โครงสร้างการสื่อสารและขอบเขตความรับผิดชอบที่ไม่ชัดเจน: ขาดผู้นำที่ได้รับมอบหมายอำนาจโดยตรงในการปรับปรุงและอนุมัติรูปแบบกระบวนการทำงานใหม่
- การมุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะสั้นโดยปราศจากการปรับทักษะพนักงาน: พนักงานไม่มีทักษะที่พร้อมสำหรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ส่งผลให้ระบบงานถูกละเลยในที่สุด
ความพร้อมด้านการทำงานเทียบกับความตื่นตระหนกตามกระแส
การเปรียบเทียบแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรจะช่วยให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการเตรียมความพร้อมและการวิ่งตามเทคโนโลยี การสูญเสียต้นทุนของระบบจัดเก็บข้อมูลและการจัดการเครื่องมือแบบสะเปะสะปะจะสามารถลดลงได้อย่างมากหากเปลี่ยนมาเน้นกระบวนการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
| คุณลักษณะของการทำงาน | แนวทางตื่นตระหนกตามกระแสเทคโนโลยี | แนวทางเตรียมความพร้อมด้านการทำงานจริง |
|---|---|---|
| การตัดสินใจเลือกเครื่องมือ | ซื้อซอฟต์แวร์ทันทีตามกระแสการตลาดและโฆษณา | ประเมินความต้องการและจัดหมวดหมู่ข้อมูลก่อน |
| การบริหารต้นทุนระบบ | เสียค่าลิขสิทธิ์รายเดือนโดยพนักงานไม่ได้ใช้งานจริง | จ่ายเงินเฉพาะฟังก์ชันที่ผ่านการทดสอบว่าจำเป็น |
| เวลาที่ใช้ในการติดตั้ง | เร่งรีบติดตั้งระบบโดยไม่ได้ทดสอบความพร้อมของพนักงาน | ค่อยๆ ปรับปรุงและทดสอบระบบปฏิบัติการเป็นระยะ |
| การมีส่วนร่วมของพนักงาน | พนักงานต่อต้านเนื่องจากขั้นตอนมีความยุ่งยากขึ้น | พนักงานเป็นผู้ร่วมออกแบบกระบวนการตั้งแต่ต้น |
| ผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว | ระบบการทำงานถูกทิ้งร้างและกลายเป็นต้นทุนที่จมหาย | สร้างความคุ้มค่าด้านเวลาและการเติบโตอย่างยั่งยืน |
ผลกระทบทางการเงินจากการละเลยความพร้อมด้านปฏิบัติการ
การตัดสินใจซื้อซอฟต์แวร์โดยไม่ได้ประเมินความพร้อมจะสร้างผลกระทบทางการเงินอย่างร้ายแรงเกินกว่าที่ฝ่ายการเงินจะคาดคิด การทำ 'saas founder ai cost cutting' (การตัดลดต้นทุน AI ของผู้ก่อตั้งธุรกิจซอฟต์แวร์) มักจะเกิดขึ้นหลังจากองค์กรพบว่าค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกซอฟต์แวร์ต่อหัวพนักงานสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ประสิทธิภาพในการทำงานไม่ได้เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
การรั่วไหลของเงินทุนในค่าธรรมเนียมสมัครสมาชิก
องค์กรธุรกิจจำนวนมากจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีให้กับบริการระบบที่คุณสมบัติการใช้งานไม่มีความจำเป็น
- ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีการล็อกอินใช้งานจากพนักงานเกินร้อยละ 40 ขององค์กร
- สัญญาผูกมัดระยะยาวที่ไม่สามารถยกเลิกได้แม้ระบบจะไม่ตอบโจทย์การทำงานจริง
- ค่าใช้จ่ายเสริมสำหรับการขอรับบริการความช่วยเหลือพิเศษภายนอกแผนงาน
- ค่าเสียโอกาสจากการนำงบประมาณไปลงทุนในโครงการพัฒนาพนักงานปฏิบัติการ
ต้นทุนแฝงในส่วนของชั่วโมงการทำงานที่สูญเปล่า
พนักงานต้องสูญเสียเวลาการปฏิบัติงานที่มีมูลค่าสูงไปกับการแก้ไขระบบซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้งานไม่ถูกต้อง
- การประชุมซ้ำซ้อนเพื่อแก้ปัญหาการทำงานที่เกิดจากซอฟต์แวร์รุ่นใหม่
- ความล่าช้าในการส่งมอบงานให้กับลูกค้าเนื่องจากระบบขัดข้องทางเทคนิค
- ต้นทุนการจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาแก้ไขฐานข้อมูลที่มีความซ้ำซ้อน
- อัตราการลาออกของพนักงานที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความเครียดในการใช้งานเครื่องมือยาก
กรอบการทำงานเพื่อการออกแบบกระบวนการ B2B ใหม่
การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องการกรอบการทำงานที่เป็นขั้นตอนในการเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ เพื่อช่วยลดอุปสรรคให้กับผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ เราขอเสนอแนวทางการจัดรูปแบบกระบวนการทำงานใหม่ผ่านสี่หลักการสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
- ค้นหาและจัดระเบียบข้อมูลนำเข้าทั้งหมด (Map): สำรวจทุกขั้นตอนปัจจุบันที่มีการส่งต่อข้อมูลและระบุจุดที่มีความล่าช้าให้ชัดเจน
- คัดกรองและปรับขั้นตอนที่ไม่มีประโยชน์ออก (Simplify): ยกเลิกขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและการขออนุมัติในจุดที่ไม่จำเป็นทั้งหมดก่อนเริ่มนำระบบไปใช้
- ออกแบบวิธีการประสานงานใหม่ (Redesign): กำหนดบทบาทของพนักงานและสร้างมาตรฐานใหม่ที่ชัดเจนในการประสานงานระหว่างแผนก
- เลือกเครื่องมือที่สอดรับกับสถาปัตยกรรมงาน (Select): ค้นหาซอฟต์แวร์ที่ตรงตามเงื่อนไขของขั้นตอนปฏิบัติงานใหม่ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ
การเริ่มทำกระบวนการทดสอบกระบวนการทำงานก่อนผิดพลาด
การปรับเปลี่ยนองค์กรให้ก้าวสู่ยุคถัดไปอย่างมั่นคงเริ่มต้นจากการทำ 'workflow automation discovery engagement' เพื่อจัดลำดับความสำคัญของขั้นตอนการทำงานทั้งหมดอย่างรอบคอบ การสร้างกลยุทธ์ที่สามารถปรับขนาดได้จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- วิเคราะห์แผนภูมิกิจกรรมปัจจุบันอย่างละเอียด: กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการทำงาน
- ระบุอุปสรรคและคอขวดของระบบงาน: ค้นหาจุดที่มีพนักงานใช้เวลาดำเนินการนานที่สุดหรือมีข้อผิดพลาดมากที่สุด
- ตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ในเชิงตัวเลข: กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การลดชั่วโมงการทำงานลงจากเดิม 5 ชั่วโมงเหลือเพียง 30 นาที
- ทดสอบกับกลุ่มพนักงานกลุ่มย่อยก่อนขยายผล: สร้างสภาพแวดล้อมจำลองเพื่อดูผลตอบรับของการจัดรูปแบบงานใหม่
- เลือกใช้เครื่องมือที่ยืดหยุ่นและรองรับระบบเปิด: จัดหาซอฟต์แวร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับกระบวนการทำงานได้ตลอดเวลา
คู่มือการทำแผนที่กระบวนการทำงานสำหรับฝ่ายปฏิบัติการ
ฝ่ายปฏิบัติการจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยค้นหาจุดอ่อนในระบบทำงานดั้งเดิมก่อนที่จะเริ่มประเมินซอฟต์แวร์ใดๆ การดำเนินการตามขั้นตอน 'ops lead workflow optimization' (การปรับปรุงกระบวนการทำงานของผู้นำฝ่ายปฏิบัติการ) จะช่วยให้มองเห็นความเป็นจริงของรูปแบบการส่งต่องานภายในบริษัทโดยไม่มีการบิดเบือน
- พนักงานส่งต่องานสำคัญผ่านช่องทางใดเป็นหลัก: ค้นหาว่าระบบการส่งมอบงานถูกดำเนินการผ่านอีเมล ข้อความแชต หรือเอกสารแผ่นกระดาษ
- จุดใดที่ระบบต้องการการตัดสินใจที่ละเอียดอ่อน: ระบุขั้นตอนที่ต้องอาศัยการประเมินความเสี่ยงและจรรยาบรรณวิชาชีพของมนุษย์
- พนักงานใช้เวลาจัดการกับงานทั่วไปมากเกินไปหรือไม่: ตรวจสอบว่าพนักงานระดับสูงต้องมาเสียเวลาจัดการเอกสารพื้นฐานกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์
- มีมาตรฐานการจัดการข้อมูลที่ดีพอแล้วหรือยัง: ตรวจสอบความถูกต้องและปลอดภัยของการบันทึกข้อมูลสำคัญของลูกค้าภายในเซิร์ฟเวอร์
หยุดการจัดซื้อซอฟต์แวร์แล้วเริ่มต้นการออกแบบเพื่อความสำเร็จระยะยาว
การตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดของผู้บริหารในเวลานี้คือการสั่งหยุดการสั่งซื้อเครื่องมือเทคโนโลยีชั่วคราวแล้วหันกลับมาจัดกระบวนการทำงานใหม่ การดำเนินการผ่านการทำ 'workflow automation discovery engagement' จะช่วยคุ้มครองเงินลงทุนของคุณจากการสูญเสียและเปิดทางให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง การออกแบบระบบปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดคือปัจจัยหลักที่จะชี้ชะตาชัยชนะในตลาดการแข่งขัน ไม่ใช่การครอบครองซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยที่สุดในราคาที่แพงที่สุด
- ยุติการซื้อใบอนุญาตซอฟต์แวร์ที่ยังไม่ได้ทดสอบ: ปกป้องงบประมาณและทรัพยากรบุคคลจากการนำระบบที่ซับซ้อนเข้ามาติดตั้ง
- จัดตารางเวลาการทำเวิร์กช็อปร่วมกัน: ชวนผู้นำแต่ละแผนกเข้ามานั่งคุยเพื่อสำรวจปัญหาของระบบงานปัจจุบันร่วมกันในสัปดาห์นี้
- เริ่มวางโครงสร้างระบบข้อมูลให้มีมาตรฐานเดียว: ทำความสะอาดข้อมูลเดิมและกำหนดแนวทางการบันทึกข้อมูลใหม่ให้พนักงานปฏิบัติการ
- ให้รางวัลและสนับสนุนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ: สร้างค่านิยมการทำงานที่เน้นการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและทำงานอย่างชาญฉลาด
คำถามที่พบบ่อย
workflow automation discovery engagement คืออะไร?
กระบวนการประเมิน วิเคราะห์ และออกแบบขั้นตอนการทำงานขององค์กรอย่างละเอียด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อหรือนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาติดตั้งใช้งานจริง
ทำไมโครงการ AI ส่วนใหญ่ในระดับองค์กรจึงล้มเหลว?
ความล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเชิงระบบการทำงานและข้อมูลที่ไม่มีระเบียบ การนำเครื่องมือ AI ไปติดตั้งทับบนกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิภาพจะไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหลักขององค์กรได้
การเตรียมความพร้อมด้านปฏิบัติการดีกว่าการเน้นเลือกเครื่องมืออย่างไร?
ช่วยประหยัดงบประมาณจากการซื้อซอฟต์แวร์ที่ไม่มีความจำเป็น ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และมั่นใจได้ว่าพนักงานในทีมจะสามารถใช้งานเครื่องมือใหม่ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ฝ่ายปฏิบัติการควรเริ่มต้นประเมินกระบวนการทำงานอย่างไร?
เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับพนักงานผู้ปฏิบัติงานจริงเพื่อระบุคอขวดของงาน จัดทำแผนภูมิการส่งมอบข้อมูลระหว่างแผนก และยกเลิกขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนก่อนเลือกใช้เครื่องมือใหม่
การไม่เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างงานสร้างความเสียหายทางการเงินอย่างไร?
องค์กรต้องสูญเสียเงินจำนวนมากไปกับค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีการใช้งานจริง และสูญเสียเวลาการทำงานของพนักงานไปกับการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคที่เกิดจากระบบงานที่ไม่สอดคล้องกัน