วิธีใช้ AI จัดการความรู้ทางกฎหมายและค้นหาคดีตัวอย่างให้เร็วขึ้น
ทีมกฎหมายเสียเวลาหลายร้อยชั่วโมงไปกับการค้นหาเอกสารเก่าในแฟ้มที่ไม่มีใครจัดระเบียบ เรียนรู้วิธีเปลี่ยนข้อมูลในสำนักงานให้เป็นระบบผู้ช่วยอัจฉริยะที่ค้นหาคดีตัวอย่างได้ในไม่กี่วินาที พร้อมแผนการเริ่มใช้งานจริงใน 90 วัน
iReadCustomer Team
ผู้เขียน
การจัดการข้อมูลทางกฎหมายด้วยระบบอัตโนมัติคือการเปลี่ยนเอกสารในอดีตให้กลายเป็นฐานข้อมูลที่ค้นหาได้ทันที ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ถึง 30% เมื่อเช้าวันอังคารที่ผ่านมา หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย Smith & Associates ได้รับอีเมลขอลดค่าบริการลง 15,000 ดอลลาร์ เพราะลูกค้าพบว่าทนายความฝึกหัดใช้เวลาถึง 60 ชั่วโมงไปกับการค้นหาเงื่อนไขสัญญาควบรวมกิจการจากปี 2019 ทนายความคนนั้นไม่ได้ทำอะไรผิด เขาแค่ต้องงมหาเอกสารในระบบจัดเก็บไฟล์รุ่นเก่าที่ไม่มีใครจัดระเบียบไว้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันในสำนักงานกฎหมายทั่วโลก เวลาอันมีค่าถูกเผาทิ้งไปกับการเป็นนักสืบค้นเอกสาร แทนที่จะเอาเวลาไปวางกลยุทธ์สู้คดี
ระบบจัดการความรู้ที่ไม่มีประสิทธิภาพกำลังขโมยกำไรของคุณไปแบบเงียบๆ ทุกครั้งที่ทีมงานต้องเริ่มต้นร่างสัญญาใหม่จากศูนย์ สำนักงานกฎหมายขนาดกลางและขนาดเล็กมักเก็บความรู้ที่มีค่าที่สุดไว้ในหัวของทนายความอาวุโส เมื่อพวกเขาลาออก ความรู้นั้นก็หายไปด้วย การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้จัดการความรู้ จึงไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ใหม่ แต่เป็นการสร้างระบบรักษาความรู้ขององค์กรให้อยู่รอดและเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
- 5 สัญญาณที่บอกว่าระบบจัดการความรู้ของคุณกำลังมีปัญหา:
- ทนายความใช้เวลาเกิน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการถามเพื่อนร่วมงานว่า "เราเคยทำคดีแบบนี้ไหม"
- ลูกค้าขอต่อรองค่าบริการเพราะเห็นชั่วโมงการทำงานที่ใช้ไปกับการค้นคว้าข้อมูลพื้นฐาน
- ทีมงานร่างสัญญาฉบับเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะหาไฟล์ตัวอย่างที่ดีที่สุดไม่เจอ
- ข้อมูลสำคัญถูกเก็บแยกอยู่ในอีเมลส่วนตัวหรือไดรฟ์ของพนักงานแต่ละคน
- ทนายความจบใหม่ใช้เวลาปรับตัวนานหลายเดือนกว่าจะเข้าใจรูปแบบการทำงานของสำนักงาน
- คุณต้องยกเลิกการเก็บเงิน (Write-down) บ่อยครั้งเพราะชั่วโมงการทำงานบวมเกินความเป็นจริง
ทำไมการพึ่งพาความจำของทีมงานจึงเป็นความเสี่ยงทางการเงิน
การพึ่งพาความจำของทนายความเพื่อหาคดีตัวอย่างสร้างความเสียหายทางการเงินถึง 40,000 ดอลลาร์ต่อปีต่อคน จากการสูญเสียชั่วโมงที่ควรจะเรียกเก็บเงินได้ เวลาที่คุณปล่อยให้ทีมงานเดินไปถามกันเองที่หน้าห้องน้ำว่าเคยเขียนสัญญาเช่าพื้นที่แบบนี้ไหม คุณกำลังทิ้งเงินลงท่อ การค้นหาเอกสารแบบเก่าอาศัยการจำชื่อลูกค้าหรือปีที่ทำคดี ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลเหล่านี้ก็เลือนหายไปตามธรรมชาติ
ลองนึกถึงทนายความ 20 คนในบริษัทของคุณที่ต้องเสียเวลาคนละ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการค้นหาไฟล์เก่า หากคิดค่าตัวที่ 250 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง คุณกำลังสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีโดยไม่รู้ตัว การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่การจ้างคนมาจัดเรียงเอกสารเพิ่ม แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีที่สามารถอ่านและเข้าใจเนื้อหาในไฟล์นับแสนหน้าได้ในเสี้ยววินาที
- 6 ช่องทางที่ระบบข้อมูลแบบเก่าทำให้คุณเสียเงิน:
- การสูญเสียชั่วโมงบิล (Billable hours) ไปกับงานธุรการที่สร้างมูลค่าต่ำ
- การที่ทนายความระดับซีเนียร์ต้องเสียเวลามานั่งตอบคำถามซ้ำๆ ให้กับเด็กจบใหม่
- ความเสี่ยงจากการใช้สัญญาตัวอย่างที่เก่าและไม่อัปเดตข้อกฎหมายใหม่
- ความล่าช้าในการส่งมอบงานให้ลูกค้า ซึ่งทำให้ความพึงพอใจลดลง
- ค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานพาร์ทไทม์มานั่งจัดหมวดหมู่เอกสารแบบแมนนวล
- โอกาสในการรับงานเพิ่มที่หายไป เพราะทีมงานทำงานเต็มความจุแล้ว
วิธีวางแผนขั้นตอนการทำงานก่อนเริ่มใช้เครื่องมือ AI ทางกฎหมาย
การเตรียมความพร้อมของข้อมูลคือขั้นตอนแรกที่บังคับต้องทำ เพราะ AI ไม่สามารถเสกข้อมูลที่กระจัดกระจายและไร้ระเบียบให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้ ก่อนที่คุณจะจ่ายเงินซื้อเครื่องมือ ai legal knowledge management คุณต้องรู้ก่อนว่าปัจจุบันทีมงานของคุณทำงานอย่างไร คุณต้องวาดแผนผังออกมาให้ชัดเจนว่าเอกสารเข้ามาทางไหน ใครเป็นคนตรวจ และสุดท้ายมันไปจบที่ไหน
หากคุณนำเทคโนโลยีสุดล้ำไปสวมทับกระบวนการทำงานที่พังพินาศ คุณก็จะได้กระบวนการที่พังพินาศแต่ทำงานเร็วขึ้นเท่านั้น การใช้เวลา 2 สัปดาห์แรกไปกับการคุยกับทีมงานว่าพวกเขาปวดหัวกับเรื่องอะไรมากที่สุด จะช่วยให้คุณเลือกซื้อซอฟต์แวร์ได้ตรงจุด และไม่เสียเงินฟรีไปกับฟีเจอร์ที่ไม่มีใครใช้งาน
ขั้นตอนการตรวจสอบและเตรียมข้อมูล
การตรวจสอบข้อมูลคือการค้นหาว่าไฟล์ของคุณถูกเก็บไว้ที่ไหนบ้าง ทั้งในระบบเซิร์ฟเวอร์กลาง คลาวด์ หรือแม้แต่ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกนำมารวมกันและทำความสะอาดก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบดึงข้อมูลจากสัญญาฉบับร่างที่ยังไม่สมบูรณ์มาใช้งาน
การค้นหาจุดคอขวดในการทำงาน
เมื่อข้อมูลพร้อม คุณต้องหาจุดที่ทำให้งานสะดุด ซึ่งมักจะเป็นขั้นตอนที่ต้องรอคนใดคนหนึ่งอนุมัติ หรือขั้นตอนที่ต้องเปิดเอกสารหลายสิบหน้าเพื่อหาคำเพียงคำเดียว
- 5 คำถามที่ต้องถามทีมงานเพื่อหาจุดคอขวด:
- รายงานหรือเอกสารประเภทไหนที่คุณต้องเขียนใหม่ตั้งแต่ต้นทุกวันจันทร์
- คดีแบบไหนที่คุณต้องเสียเวลาอ่านเอกสารเก่ามากกว่า 5 ชั่วโมงเพื่อหาแนวทาง
- ข้อมูลอะไรที่ลูกค้ามักจะโทรมาทวงถามเพราะเราส่งให้ช้าเกินไป
- มีขั้นตอนไหนบ้างที่คุณต้องสลับหน้าจอไปมาระหว่าง 3 โปรแกรมเพื่อทำงานเดียวให้เสร็จ
- ใครคือคนเดียวในบริษัทที่รู้ว่าไฟล์สัญญามาตรฐานล่าสุดเก็บไว้ที่ไหน
กฎข้อบังคับเรื่องความลับของลูกค้าและระบบบันทึกประวัติที่ห้ามละเลย
ความลับของลูกค้าต้องได้รับการปกป้องด้วยระบบจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงที่เข้มงวด เพราะการที่ระบบ AI อ่านข้อมูลทุกอย่าง อาจทำให้ข้อมูลคดีควบรวมกิจการที่เป็นความลับหลุดไปถึงแผนกอื่นได้ สำนักงานกฎหมายไม่สามารถใช้บริการแชทบอทสาธารณะแบบเปิดได้ เพราะข้อมูลที่คุณพิมพ์ลงไปจะถูกนำไปใช้ฝึกสอนระบบ ซึ่งถือเป็นการละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างร้ายแรง
ซอฟต์แวร์ทางกฎหมายที่ได้มาตรฐานจะต้องมีระบบบันทึกประวัติการใช้งาน (Audit trail) เพื่อให้คุณรู้ว่าใครถามอะไร และระบบดึงคำตอบมาจากไฟล์ไหน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความปลอดภัย แต่ยังช่วยให้คุณตรวจสอบย้อนหลังได้หากเกิดข้อผิดพลาดในการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า
การสร้างระบบจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล
ระบบที่ดีต้องสามารถอ่านสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ตามโครงสร้างเดิมของบริษัทได้ หากทนายความคนหนึ่งไม่มีสิทธิ์เปิดโฟลเดอร์คดี A ในระบบปกติ ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะก็ต้องไม่นำข้อมูลจากคดี A มาตอบคำถามให้ทนายความคนนั้น
- 5 มาตรการลดความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูล:
- เลือกใช้เฉพาะผู้ให้บริการที่รับรองว่าจะไม่นำข้อมูลลูกค้าไปฝึกสอนระบบ (Zero-retention policy)
- ตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงแบบจำกัดเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้นๆ
- เปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) สำหรับผู้ใช้งานทุกคน
- ตรวจสอบบันทึกประวัติการใช้งานทุกสิ้นเดือนเพื่อหารูปแบบการดึงข้อมูลที่ผิดปกติ
- จัดทำเอกสารข้อตกลงการใช้เทคโนโลยีร่วมกับลูกค้าอย่างโปร่งใส
การตรวจสอบโดยมนุษย์คือสิ่งจำเป็น
ไม่ว่าระบบจะเก่งแค่ไหน การตรวจสอบโดยทนายความที่มีใบอนุญาตยังคงเป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับ การใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงผู้ช่วยค้นหา แต่คนตัดสินใจต้องเป็นมนุษย์เสมอ
- 4 กฎเหล็กสำหรับการตรวจสอบโดยมนุษย์:
- ทนายความต้องคลิกอ่านเอกสารต้นฉบับที่ระบบอ้างอิงทุกครั้งก่อนนำไปใช้งาน
- ห้ามคัดลอกบทสรุปที่ระบบสร้างขึ้นส่งให้ลูกค้าโดยตรงเด็ดขาด
- ต้องมีพาร์ทเนอร์อาวุโสสุ่มตรวจผลงานที่ได้จากระบบเดือนละครั้ง
- หากระบบให้ข้อมูลที่น่าสงสัย ต้องรายงานฝ่ายไอทีทันทีเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดซ้ำรอย
เปรียบเทียบซอฟต์แวร์กฎหมายเฉพาะทางกับเครื่องมือทั่วไป
การเลือกใช้เครื่องมือ ai legal precedent research roi ที่ออกแบบมาสำหรับกฎหมายโดยเฉพาะช่วยป้องกันปัญหาการอ้างอิงคดีที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของเครื่องมือทั่วไป การนำไฟล์คดีความไปใส่ในแชทบอทสาธารณะเพื่อประหยัดเงินค่าซอฟต์แวร์ เป็นเหมือนการเดินแจกความลับของลูกค้าให้คนแปลกหน้าบนถนน คุณต้องการระบบที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทางกฎหมายที่เชื่อถือได้
การลงทุนในซอฟต์แวร์เฉพาะทางอาจมีราคาสูงกว่า แต่สิ่งที่คุณซื้อคือความสบายใจและเกราะป้องกันการถูกฟ้องร้องจากความผิดพลาดของระบบ คุณควรพิจารณาทางเลือกระหว่างการซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (อย่างเช่น Harvey หรือ CoCounsel) กับการสร้างระบบภายในองค์กรของคุณเอง
การประเมินตัวชี้วัดความคุ้มค่า (ROI)
การซื้อเครื่องมือเหล่านี้ต้องวัดผลได้เป็นตัวเลขที่ชัดเจน คุณไม่ควรจ่ายเงินเดือนละหลายหมื่นบาทเพียงเพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าทำงานได้สนุกขึ้น แต่ต้องวัดจากเงินที่ประหยัดได้จริง
| คุณสมบัติ | แชทบอทสาธารณะทั่วไป | ซอฟต์แวร์ AI กฎหมายเฉพาะทาง |
|---|---|---|
| ความปลอดภัยของข้อมูล | ข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ฝึกระบบ | เก็บข้อมูลเป็นความลับ 100% (Closed-loop) |
| ความถูกต้องของการอ้างอิง | มีโอกาสแต่งคดีขึ้นมาเองสูง | อ้างอิงจากคดีจริงพร้อมลิงก์ไปยังต้นฉบับเสมอ |
| การอ้างอิงแหล่งที่มา | ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่านำข้อมูลมาจากไหน | ระบุหน้าและบรรทัดของเอกสารต้นฉบับได้แม่นยำ |
| การเชื่อมต่อระบบเดิม | ต้องคัดลอกและวางข้อความเอง (Copy-paste) | เชื่อมต่อกับระบบจัดการเอกสาร (DMS) ได้โดยตรง |
| ความน่าเชื่อถือทางศาล | ไม่ได้รับการยอมรับ | อ้างอิงและใช้ตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้นได้ |
- 5 ฟีเจอร์ที่คุณต้องเรียกร้องจากผู้ขายซอฟต์แวร์:
- ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบเก็บเอกสารที่คุณใช้อยู่ (เช่น Clio หรือ iManage)
- การรับประกันความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร
- ความสามารถในการเรียนรู้รูปแบบและภาษาเฉพาะที่สำนักงานของคุณใช้
- การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค (Support) แบบเรียลไทม์
- แดชบอร์ดสรุปสถิติการใช้งานเพื่อดูว่าใครใช้งานบ่อยที่สุด
ตัวอย่างการใช้งานจริงเพื่อเร่งความเร็วในการค้นหาคดีตัวอย่าง
การใช้ AI เร่งกระบวนการค้นหาคดีตัวอย่างทำให้ทนายความสามารถดึงข้อตกลงที่เคยใช้ชนะคดีเมื่อสิบปีที่แล้วออกมาวิเคราะห์ได้ภายในห้าวินาที ลองนึกภาพว่าคุณกำลังทำคดีฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ แทนที่คุณจะต้องไปค้นแฟ้มกระดาษหรือโฟลเดอร์เก่าๆ คุณแค่พิมพ์ถามระบบว่า "เราเคยมีคดีที่จำเลยปฏิเสธการเข้าถึงซอร์สโค้ดในปี 2021 บ้างไหม ดึงข้อโต้แย้งหลักมาให้ดูหน่อย" ระบบจะค้นหา อ่าน และสรุปมาให้คุณทันที
สิ่งนี้เปลี่ยนบทบาทของทนายความจบใหม่จากนักงมเอกสาร ให้กลายเป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ที่สามารถทำงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้เร็วขึ้น พวกเขาใช้เวลากับการอ่านบทสรุปที่แม่นยำ แทนที่จะใช้เวลาหกชั่วโมงเพียงเพื่อหาว่าไฟล์นั้นอยู่ที่ไหน
การดึงข้อสัญญามาตรฐานแบบทันที
เมื่อต้องร่างสัญญา ซอฟต์แวร์สามารถช่วยดึงเงื่อนไขที่ดีที่สุดที่คุณเคยร่างไว้ในอดีตมาให้คุณเลือกใช้ได้ทันที
การเร่งความเร็วในการตรวจสอบสถานะธุรกิจ (Due Diligence)
ในงานควบรวมกิจการ ทีมงานต้องอ่านเอกสารสัญญาเช่านับพันฉบับเพื่อหาความเสี่ยง ซอฟต์แวร์สามารถสแกนเอกสารทั้งหมดและไฮไลท์จุดที่มีปัญหาได้ในข้ามคืน
-
5 เอกสารที่ระบบอัตโนมัติสามารถจัดการและสรุปได้ดีเยี่ยม:
-
สัญญาเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีเงื่อนไขการปรับขึ้นค่าเช่าซ่อนอยู่
-
เอกสารข้อตกลงการรักษาความลับ (NDA) จากบริษัทคู่ค้าหลายแห่ง
-
บันทึกการประชุมคณะกรรมการบริหารเพื่อหาการตัดสินใจที่ผิดปกติ
-
สัญญาจ้างงานที่มีเงื่อนไขห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง (Non-compete clause)
-
เอกสารแนบในคดีล้มละลายที่มีความยาวหลายร้อยหน้า
-
4 ขั้นตอนที่ระบบใช้ในการทำ Due Diligence:
-
ดึงเอกสารทั้งหมดเข้าสู่ระบบคลาวด์ที่ปลอดภัย
-
สแกนหาคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางการเงินหรือกฎหมาย
-
สร้างตารางสรุปว่าสัญญาฉบับไหนมีเงื่อนไขที่ขัดต่อผลประโยชน์
-
แนบลิงก์ไปยังเอกสารหน้าที่มีปัญหาเพื่อให้ทนายความตรวจสอบอีกครั้ง
แผนการเริ่มใช้งานเทคโนโลยี AI ทางกฎหมายใน 30/60/90 วัน
แผนการเริ่มใช้งานแบบแบ่งเป็นช่วงเวลา 90 วันช่วยให้ทีมกฎหมายของคุณปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่กระทบต่องานด่วนของลูกค้า การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานขององค์กรไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน การบังคับให้ทุกคนใช้ระบบใหม่พร้อมกันในวันจันทร์หน้าคือหายนะที่รอให้เกิดขึ้น คุณต้องเริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่พร้อมเรียนรู้ ก่อนจะขยายไปสู่ระดับองค์กร
แผนการที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณวัดผลตอบแทนได้ในแต่ละระยะ และสามารถหยุดทบทวนได้หากระบบไม่ตอบโจทย์การทำงานจริง นี่คือแผนการทำงานที่คุณสามารถนำไปใช้กับทีมของคุณได้ทันทีในวันพรุ่งนี้
- วันที่ 1-30: ช่วงเตรียมข้อมูลและทดสอบกลุ่มย่อย (Pilot Phase) เลือกทนายความที่ชอบเทคโนโลยี 3-5 คนมาเป็นกลุ่มทดสอบ ทำความสะอาดข้อมูลในโฟลเดอร์ของคดีที่ปิดไปแล้ว และให้กลุ่มนี้ทดลองใช้ระบบเพื่อค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบกับวิธีเดิม บันทึกเวลาที่ประหยัดได้
- วันที่ 31-60: ช่วงประเมินผลและสร้างคู่มือ (Evaluation & Playbook) นำผลลัพธ์จากกลุ่มแรกมาวิเคราะห์ว่าประหยัดเวลาได้จริงกี่ชั่วโมง สร้างคู่มือแนวทางปฏิบัติ (Playbook) ที่สอนวิธีตั้งคำถาม (Prompt) ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับสำนักงานของคุณ ปรับปรุงระบบความปลอดภัยและการจำกัดสิทธิ์ให้สมบูรณ์
- วันที่ 61-90: ช่วงขยายผลและติดตามตัวชี้วัด (Firm-wide Rollout) เปิดให้ทุกแผนกเริ่มใช้งานพร้อมจัดอบรมแบบตัวต่อตัว บังคับให้ทนายความทุกคนต้องผ่านการประเมินความเข้าใจเรื่องจรรยาบรรณในการใช้ระบบ และเริ่มติดตามตัวชี้วัดการลดเวลาการทำงาน (Write-down reduction) ในระดับบริษัท
- 5 ข้อผิดพลาดที่ต้องระวังในการนำระบบมาใช้:
- การไม่สื่อสารให้ทีมงานเข้าใจว่าระบบนี้มาช่วยลดงาน ไม่ได้มาแย่งงาน
- การปล่อยให้ทนายความใช้งานโดยไม่มีการอบรมเรื่องวิธีตั้งคำถามที่ถูกต้อง
- การนำข้อมูลที่ยังไม่ถูกจัดระเบียบโยนเข้าไปในระบบรวดเดียว
- การไม่กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจนตั้งแต่แรก
- การคาดหวังว่าระบบจะสมบูรณ์แบบและทำงานแทนคนได้ 100% ตั้งแต่วันแรก
ความผิดพลาดราคาแพงที่สุดที่สำนักงานกฎหมายมักทำ
ข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในการใช้ระบบกฎหมายอัตโนมัติคือการเชื่อผลลัพธ์ที่ได้โดยไม่มีทนายความอาวุโสตรวจสอบความถูกต้องของกฎหมายต้นฉบับ ทนายความบางคนเห็นว่าระบบตอบคำถามได้ไหลลื่นและมีหลักการ จึงคัดลอกข้อความนั้นไปใส่ในคำฟ้องยื่นต่อศาลทันที นี่คือจุดจบของอาชีพทนายความ เพราะระบบอาจดึงข้อมูลจากคดีที่ถูกกลับคำพิพากษาไปแล้ว หรือแย่กว่านั้นคืออ้างอิงคดีที่ไม่มีอยู่จริงเลย
การใช้เทคโนโลยีโดยขาดการตรวจสอบคือการเปลี่ยนผู้ช่วยที่ทำงานเร็วให้กลายเป็นระเบิดเวลาทางคดีความ ปัญหาอีกประการคือการละเลย legal workflow automation tools vs manual ที่พนักงานคุ้นเคย ทำให้เกิดการต่อต้านจากทีมงานที่รู้สึกว่าระบบใหม่ใช้งานยากกว่าการเดินไปเปิดแฟ้มกระดาษแบบเดิม คุณต้องทำให้ระบบใหม่เชื่อมต่อกับการทำงานเดิมให้เนียนที่สุด
- 5 ข้อผิดพลาดที่นำไปสู่การละเมิดกฎหมายและการฟ้องร้อง:
- การอัปโหลดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าขึ้นคลาวด์ที่ไม่ผ่านการเข้ารหัส
- การให้ระบบเขียนข้อตกลงทางกฎหมายที่ซับซ้อนโดยไม่มีการตรวจทานโครงสร้าง
- การปล่อยให้พนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตทนายความใช้ระบบให้คำปรึกษาลูกค้าโดยตรง
- การเพิกเฉยต่อการอัปเดตฐานข้อมูลกฎหมายให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
- การไม่ยอมชี้แจงให้ลูกค้าทราบว่าสำนักงานมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลบางส่วน
หยุดจ่ายเงินให้ทนายความค้นหาข้อมูล และเริ่มจ่ายให้พวกเขาวางกลยุทธ์
เป้าหมายสูงสุดของการนำเทคโนโลยีมาจัดการความรู้ทางกฎหมายคือการหยุดจ่ายเงินให้ทนายความทำหน้าที่เป็นเครื่องมือค้นหา และเริ่มให้พวกเขาใช้เวลาไปกับการวางกลยุทธ์คดีที่ซับซ้อน โลกของการทำธุรกิจเปลี่ยนไปแล้ว ลูกค้าคาดหวังความรวดเร็วและไม่ยอมจ่ายเงินค่าชั่วโมงทำงานที่หมดไปกับการค้นหาไฟล์เก่าอีกต่อไป สำนักงานกฎหมายที่สามารถดึงข้อมูลในอดีตมาใช้ประโยชน์ได้เร็วที่สุด จะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิการแข่งขันนี้
เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นเครื่องมือขยายขีดความสามารถที่ต้องถูกควบคุมโดยทนายความที่มีประสบการณ์และจรรยาบรรณ หากคุณเริ่มต้นอย่างถูกต้อง มันจะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่คุณสามารถนำไปใช้ดึงดูดลูกค้าใหม่ได้ทันที
- 5 สิ่งที่คุณต้องทำในเช้าวันพรุ่งนี้:
- เรียกดูรายงานสรุปชั่วโมงการทำงานที่ถูกตัดทิ้ง (Write-downs) จากเดือนที่แล้วเพื่อดูมูลค่าความเสียหาย
- สั่งให้ฝ่ายไอทีตรวจสอบว่าไฟล์สัญญามาตรฐานของบริษัทเก็บไว้กี่ที่และเวอร์ชั่นไหนล่าสุด
- นัดประชุมกับตัวแทนทนายความรุ่นใหม่เพื่อถามถึงขั้นตอนการทำงานที่น่าเบื่อที่สุด
- ตั้งงบประมาณสำหรับการทดสอบซอฟต์แวร์กฎหมายเฉพาะทาง (Pilot budget) สำหรับไตรมาสถัดไป
- ร่างนโยบายเบื้องต้นเกี่ยวกับการห้ามใช้แชทบอทสาธารณะในการทำงานกับข้อมูลลูกค้าและประกาศให้ทุกคนทราบ