ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
กลับไปหน้าบล็อก
|1 เมษายน 2026

เจาะลึก ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026: ทำไมราคาถึงมีตั้งแต่ 5 หมื่น ยัน 5 ล้าน?

เปิดหมดเปลือกกับ ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026 ตั้งแต่วิธีคำนวณ Man-day ค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ไม่มีใครบอกคุณ และเทคนิคเลือก Tech Stack ให้คุ้มงบที่สุด

i

iReadCustomer Team

ผู้เขียน

เจาะลึก ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026: ทำไมราคาถึงมีตั้งแต่ 5 หมื่น ยัน 5 ล้าน?
คุณเคยเจอปัญหานี้ไหม? คุณส่งอีเมลไปขอใบเสนอราคาทำแอปพลิเคชันจาก 5 บริษัท สิ่งที่คุณได้กลับมาคือราคาที่เหวี่ยงตั้งแต่ 50,000 บาท ไปจนถึง 5,000,000 บาท แถมระยะเวลาก็มีตั้งแต่ 1 เดือนยัน 8 เดือน ทำไมมันถึงต่างกันขนาดนี้? 

## สารบัญ / Table of Contents

- [Table of Contents](#table-of-contents)
- [ทำไมราคาถึงเหวี่ยงตั้งแต่งานหลักหมื่นถึงหลักล้าน <a name="why-prices-vary"></a>](#ทำไมราคาถงเหวยงตงแตงานหลกหมนถงหลกลาน-a-namewhy-prices-varya)
- [เปิดราคา ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026 ตามสเกลงานจริง <a name="real-app-development-cost-thailand-2026"></a>](#เปดราคา-ตนทนทำแอปพลเคชน-2026-ตามสเกลงานจรง-a-namereal-app-development-cost-thailand-2026a)
  - [1. Simple App (แอปพลิเคชันขนาดเล็ก) | ราคา 200,000 – 500,000 บาท](#1-simple-app-แอปพลเคชนขนาดเลก-ราคา-200000-500000-บาท)
  - [2. Medium Complexity App (แอปพลิเคชันระดับกลาง) | ราคา 500,000 – 1,500,000 บาท](#2-medium-complexity-app-แอปพลเคชนระดบกลาง-ราคา-500000-1500000-บาท)
  - [3. Complex / Enterprise App (แอปพลิเคชันขนาดใหญ่) | ราคา 1,500,000 – 5,000,000+ บาท](#3-complex-enterprise-app-แอปพลเคชนขนาดใหญ-ราคา-1500000-5000000-บาท)
- [Native vs Cross-platform vs PWA เลือกอะไรประหยัดสุด <a name="tech-stack-comparison"></a>](#native-vs-cross-platform-vs-pwa-เลอกอะไรประหยดสด-a-nametech-stack-comparisona)
- [ค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Hidden Costs) ที่เอเจนซี่มักไม่ได้บอกคุณ <a name="hidden-costs-revealed"></a>](#คาใชจายแอบแฝง-hidden-costs-ทเอเจนซมกไมไดบอกคณ-a-namehidden-costs-revealeda)
- [ทำไมของถูกมักจะแพงที่สุดในตอนจบ <a name="the-cheap-trap"></a>](#ทำไมของถกมกจะแพงทสดในตอนจบ-a-namethe-cheap-trapa)
- [สรุป: iRead คำนวณราคาโปร่งใสด้วย Man-day อย่างไร <a name="iread-transparent-pricing"></a>](#สรป-iread-คำนวณราคาโปรงใสดวย-man-day-อยางไร-a-nameiread-transparent-pricinga)
- [FAQ](#faq)

ในฐานะคนในวงการ ผมบอกเลยว่า **ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026** ไม่ใช่เรื่องของการมั่วราคาแต่มันมี "สมการลับ" ที่บริษัทรับพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้คำนวณ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเพื่อนที่ทำธุรกิจด้วยกัน ถอดหน้ากากเอเจนซี่ออก แล้วมาดูว่าเงินทุกบาทของคุณหายไปกับอะไรบ้าง

<a id="table-of-contents"></a>
## Table of Contents
- [ทำไมราคาถึงเหวี่ยงตั้งแต่งานหลักหมื่นถึงหลักล้าน](#why-prices-vary)
- [เปิดราคา ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026 ตามสเกลงานจริง](#real-app-development-cost-thailand-2026)
- [Native vs Cross-platform vs PWA เลือกอะไรประหยัดสุด](#tech-stack-comparison)
- [ค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Hidden Costs) ที่เอเจนซี่มักไม่ได้บอกคุณ](#hidden-costs-revealed)
- [ทำไมของถูกมักจะแพงที่สุดในตอนจบ](#the-cheap-trap)
- [สรุป: iRead คำนวณราคาโปร่งใสด้วย Man-day อย่างไร](#iread-transparent-pricing)
- [FAQ](#faq)

<a id="ทำไมราคาถงเหวยงตงแตงานหลกหมนถงหลกลาน-a-namewhy-prices-varya"></a>
## ทำไมราคาถึงเหวี่ยงตั้งแต่งานหลักหมื่นถึงหลักล้าน <a name="why-prices-vary"></a>

เวลาคุณเดินเข้าไปหาบริษัทรับทำแอป พวกเขาไม่ได้กะราคาจากความรู้สึก แต่เขาคำนวณจากสิ่งเรียกว่า **"Man-day"** (ต้นทุนต่อคนต่อวัน)

ลองนึกภาพตามนะครับ: ในปี 2026 เงินเดือนเฉลี่ยของ Senior Mobile Developer ในไทยที่เก่งจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 80,000 - 130,000 บาทต่อเดือน ถ้าคิดเป็น Man-day จะตกอยู่ที่ราวๆ 4,000 - 6,500 บาทต่อวัน 

แต่การทำแอปไม่ได้ใช้แค่ Developer! คุณต้องมี:
- **UX/UI Designer:** ออกแบบหน้าตาให้คนใช้ไม่หงุดหงิด
- **Project Manager (PM):** คนคุมคิวงานไม่ให้เละ
- **System Analyst (SA):** คนออกแบบฐานข้อมูล
- **QA Tester:** คนหาบั๊กก่อนแอปถึงมือลูกค้า

ดังนั้น ถ้าแอปของคุณต้องใช้ทีม 5 คน ทำงาน 3 เดือน (ประมาณ 60 วันทำงาน) ต้นทุนเบื้องต้นจะพุ่งไปที่หลักล้านแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงเจอราคา 1-2 ล้านบาทจากบริษัทที่ใช้ทีม In-house คุณภาพสูง และคุณอาจจะ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดหาทีมไอที เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้

<a id="เปดราคา-ตนทนทำแอปพลเคชน-2026-ตามสเกลงานจรง-a-namereal-app-development-cost-thailand-2026a"></a>
## เปิดราคา ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026 ตามสเกลงานจริง <a name="real-app-development-cost-thailand-2026"></a>

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอแบ่ง **ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026** ออกเป็น 3 ระดับตามความเป็นจริงในตลาดเมืองไทยตอนนี้:

<a id="1-simple-app-แอปพลเคชนขนาดเลก-ราคา-200000-500000-บาท"></a>
### 1. Simple App (แอปพลิเคชันขนาดเล็ก) | ราคา 200,000 – 500,000 บาท
- **ฟีเจอร์:** มีประมาณ 5-8 หน้าจอ, ล็อกอินด้วย Social (Google/Apple), ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผล (เช่น แอปให้ความรู้, แอปจองคิวเบื้องต้น)
- **ระบบหลังบ้าน (Backend):** มักใช้ BaaS (Backend-as-a-Service) เช่น Firebase หรือ Supabase เพื่อประหยัดเวลา
- **ระยะเวลา:** 1.5 - 2 เดือน
- **เหมาะกับใคร:** SME ที่ต้องการทำ MVP (Minimum Viable Product) โยนหินถามทางเพื่อเทสต์ตลาด

<a id="2-medium-complexity-app-แอปพลเคชนระดบกลาง-ราคา-500000-1500000-บาท"></a>
### 2. Medium Complexity App (แอปพลิเคชันระดับกลาง) | ราคา 500,000 – 1,500,000 บาท
- **ฟีเจอร์:** มีระบบ E-commerce, ตัดบัตรเครดิต (Payment Gateway อย่าง Omise หรือ 2C2P), ระบบแชทแบบ Real-time, ระบบสะสมแต้ม (Loyalty Program), การแจ้งเตือน Push Notification แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
- **ระบบหลังบ้าน:** ต้องเขียน Custom API บน Node.js หรือ Go และวางเซิร์ฟเวอร์บน AWS หรือ Google Cloud
- **ระยะเวลา:** 3 - 5 เดือน
- **เหมาะกับใคร:** ธุรกิจ E-commerce, แพลตฟอร์ม B2B, หรือธุรกิจที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้วและต้องการยกระดับบริการ

<a id="3-complex-enterprise-app-แอปพลเคชนขนาดใหญ-ราคา-1500000-5000000-บาท"></a>
### 3. Complex / Enterprise App (แอปพลิเคชันขนาดใหญ่) | ราคา 1,500,000 – 5,000,000+ บาท
- **ฟีเจอร์:** ต้องการการประมวลผลวิดีโอ, เชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์ IoT, ระบบ AI Recommendation, โครงสร้าง Microservices เพื่อรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันหลักแสนคน (High Concurrency)
- **ความปลอดภัย:** ระบบเข้ารหัสข้อมูลระดับธนาคาร, PDPA Compliance แบบเต็มรูปแบบ
- **ระยะเวลา:** 6 เดือน - 1 ปี
- **เหมาะกับใคร:** ธนาคาร, บริษัทประกัน, แพลตฟอร์มระดับประเทศ

<a id="native-vs-cross-platform-vs-pwa-เลอกอะไรประหยดสด-a-nametech-stack-comparisona"></a>
## Native vs Cross-platform vs PWA เลือกอะไรประหยัดสุด <a name="tech-stack-comparison"></a>

เทคโนโลยีที่คุณเลือกมีผลกับกระเป๋าตังค์คุณโดยตรง นี่คือความจริงที่คุณต้องรู้:

**1. Cross-Platform (Flutter / React Native)**
เขียนโค้ดชุดเดียว ได้ทั้ง iOS และ Android นี่คือตัวเลือกที่ช่วยประหยัดงบได้ถึง 30-40% เมื่อเทียบกับการทำ Native สมัยนี้ประสิทธิภาพแทบไม่ต่างจาก Native แล้ว (แอปใหญ่ๆ อย่าง Grab หรือ LINE MAN ก็ใช้เทคโนโลยีแนวนี้ในหลายส่วน) ถ้าคุณอยากควบคุมค่าใช้จ่าย [บริการพัฒนาแอป Cross-platform](/th/blog/mobile-app-cost-2026-in-depth-native-vs-cross-platform-vs-pwa-for-thai-businesses) คือคำตอบที่ดีที่สุดในปี 2026

**2. Native (Swift สำหรับ iOS / Kotlin สำหรับ Android)**
คุณต้องจ้างทีมพัฒนา 2 ทีมแยกกัน ค่าใช้จ่ายจะคูณสองทันที! เหมาะกับแอปที่ต้องการรีดประสิทธิภาพของเครื่องสุดๆ เช่น แอปตัดต่อวิดีโอ แอปที่เชื่อมต่อ Bluetooth/IoT ลึกๆ หรือเกม

**3. Progressive Web App (PWA)**
มันคือเว็บไซต์ที่ทำงานคล้ายแอป ต้นทุนถูกที่สุด (อาจจะอยู่ในเรท 100k-200k) ข้อดีคือไม่ต้องรอ Apple หรือ Google อนุมัติแอป แต่ข้อเสียคือไม่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์ลึกๆ ของเครื่องได้ เช่น FaceID หรือ Background Location

<a id="คาใชจายแอบแฝง-hidden-costs-ทเอเจนซมกไมไดบอกคณ-a-namehidden-costs-revealeda"></a>
## ค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Hidden Costs) ที่เอเจนซี่มักไม่ได้บอกคุณ <a name="hidden-costs-revealed"></a>

หลายคนกำเงิน 1 ล้านบาทมาทำแอป พอแอปเสร็จคิดว่าจบ แต่ความจริงคือนรกเพิ่งเริ่มต้นครับ! การสร้างแอปพลิเคชันมีสิ่งที่เรียกว่า **ค่าบำรุงรักษาแอปรายปี** (Maintenance Cost) ซึ่งปกติจะตกอยู่ที่ 15-20% ของมูลค่าแอปในแต่ละปี

- **ค่า Server / Cloud Hosting:** ถ้าแอปคุณคนใช้เยอะ ค่า AWS หรือ Google Cloud อาจจะวิ่งตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึง 50,000 บาทต่อเดือน
- **ค่าธรรมเนียม App Store:** Apple เก็บ $99/ปี และ Google เก็บ $25 (ครั้งเดียว) แถมถ้าคุณขาย Digital Content ในแอป โดนหักอีก 15-30%
- **ค่าบริการ API ภายนอก:** เช่น Google Maps API (ถ้าคนเปิดดูแผนที่เยอะๆ เดือนนึงอาจจะโดนเป็นหมื่น), ค่าส่ง SMS OTP (ประมาณ 0.5 - 1 บาทต่อข้อความ)
- **OS Updates:** ทุกๆ ปีที่ iOS หรือ Android ออกเวอร์ชั่นใหม่ คุณต้องมีคนคอยอัปเดตโค้ด ไม่ให้แอปเด้งหรือใช้งานไม่ได้

<a id="ทำไมของถกมกจะแพงทสดในตอนจบ-a-namethe-cheap-trapa"></a>
## ทำไมของถูกมักจะแพงที่สุดในตอนจบ <a name="the-cheap-trap"></a>

ย้อนกลับไปที่ใบเสนอราคา 50,000 บาท คุณอาจจะคิดว่า "ก็จ้างน้องฟรีแลนซ์ทำสิ ประหยัดไปตั้งเยอะ"

ปัญหาคือ โค้ดที่เขียนแบบเร่งรีบมักจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า "Technical Debt" หรือหนี้ทางเทคนิค โครงสร้างเละเทะ ไม่มีคู่มือ ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย พอแอปเริ่มมีคนใช้เยอะๆ แล้วเซิร์ฟเวอร์ล่ม คุณไปตามฟรีแลนซ์คนเดิม เขาอาจจะหนีไปทำงานประจำแล้ว หรือเลิกรับงานไปแล้ว สุดท้ายคุณต้องจ้างบริษัทมืออาชีพมาเขียนใหม่ตั้งแต่ศูนย์ (Re-write) ซึ่งแพงกว่าการจ้าง บริษัทรับทำแอป กรุงเทพ ดีๆ ตั้งแต่แรกซะอีก

<a id="สรป-iread-คำนวณราคาโปรงใสดวย-man-day-อยางไร-a-nameiread-transparent-pricinga"></a>
## สรุป: iRead คำนวณราคาโปร่งใสด้วย Man-day อย่างไร <a name="iread-transparent-pricing"></a>

ที่ iReadCustomer เราเข้าใจดีว่าการลงทุนหลักล้านไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เราจึงใช้รูปแบบการเสนอราคาแบบ **Transparent Man-day Pricing** 

แทนที่เราจะเหมาจ่ายก้อนกลมๆ เราจะเบรกดาวน์ให้คุณดูเลยว่า: สปรินต์ที่ 1 (ระบบล็อกอินและฐานข้อมูล) ใช้เวลากี่วัน สปรินต์ที่ 2 (ระบบชำระเงิน) ใช้เวลากี่วัน หากคุณต้องการลดงบ เราสามารถแนะนำให้ตัดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นออกได้แบบเห็นตัวเลขชัดเจน นี่คือวิธีการควบคุม **ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026** ที่เวิร์คที่สุด

<a id="faq"></a>
## FAQ

**Q: ทำแอปแบบเหมาจ่าย กับแบบคิดตาม Man-day แบบไหนดีกว่ากัน?**
A: แบบ Man-day โปร่งใสกว่ามากครับ เพราะคุณจ่ายตามปริมาณงานจริงและสามารถยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนฟีเจอร์กลางคทางได้ง่ายกว่าแบบ Fixed-cost ที่มักจะถูกเอเจนซี่บวกราคาเผื่อความเสี่ยง (Buffer) ไปแล้ว 20-30%

**Q: เราสามารถเอาแอปที่จ้างฟรีแลนซ์ทำไม่เสร็จ มาให้ iRead ทำต่อได้ไหม?**
A: ทำได้ครับ แต่ทีมงานต้องขอทำ Code Audit (ตรวจสอบคุณภาพโค้ด) ก่อน หากโค้ดเดิมมีปัญหาโครงสร้างหนัก การเขียนใหม่อาจใช้เวลาและงบประมาณน้อยกว่าการตามแก้บั๊กเดิม

**Q: การดูแลรักษาแอปต่อปี ควรเตรียมงบไว้เท่าไหร่?**
A: กฎเหล็กคือประมาณ 15-20% ของงบพัฒนาตอนแรกครับ เช่น ทำแอปมา 1 ล้านบาท ควรเตรียมงบค่าเซิร์ฟเวอร์ อัปเดตแพทช์ และแก้บั๊ก ไว้ประมาณ 150,000 - 200,000 บาทต่อปี