ผู้เขียน
สร้างแอพ ราคาเท่าไหร่? ทำแอป 2026 ใช้เงินกี่บาท (ตารางราคา)
สารบัญ
- ตารางราคาสร้างแอพ 2026 (เรตจริงของเรา)
- สารบัญ / Table of Contents
- Table of Contents
- ทำไมราคาถึงเหวี่ยงตั้งแต่งานหลักหมื่นถึงหลักล้าน
- ช่วงราคาตลาด: แอปที่มีฟีเจอร์มากขึ้น
- Native vs Cross-platform vs PWA เลือกอะไรประหยัดสุด
- ค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Hidden Costs) ที่เอเจนซี่มักไม่ได้บอกคุณ
- ทำไมของถูกมักจะแพงที่สุดในตอนจบ
- สรุป: iRead คำนวณราคาโปร่งใสด้วย Man-day อย่างไร
- FAQ
คำตอบโดยสรุป
สร้างแอพในไทยปี 2026 แอปขนาดเล็กหรือ MVP ใช้งบราว ฿119,850–175,780 (3–5 สัปดาห์) แอปขนาดกลาง ฿175,780–223,720 และขนาดใหญ่ ฿223,720–279,650 ที่เรต ฿7,990 ต่อ man-day ถ้าเพิ่มระบบสมาชิกและหลังบ้าน งบจะเพิ่มเป็นราว ฿215,730–463,420 ไม่รวมค่าบัญชี App Store / Google Play
คุณเคยเจอปัญหานี้ไหม? คุณส่งอีเมลไปขอใบเสนอราคาทำแอปพลิเคชันจาก 5 บริษัท สิ่งที่คุณได้กลับมาคือราคาที่เหวี่ยงตั้งแต่ 50,000 บาท ไปจนถึง 5,000,000 บาท แถมระยะเวลาก็มีตั้งแต่ 1 เดือนยัน 8 เดือน ทำไมมันถึงต่างกันขนาดนี้?
ตารางราคาสร้างแอพ 2026 (เรตจริงของเรา)
สร้างแอพ ราคาเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับขนาดงานและฟีเจอร์ ตารางนี้คำนวณจาก man-day ละ ฿7,990 ตามหน้าราคาของเรา แอปมือถือใช้ช่วงงานเดียวกับเว็บแอป (หน้าจอ ระบบหลังบ้าน ล็อกอิน)
| ขนาดแอพ | ฟีเจอร์พื้นฐาน | เพิ่มระบบสมาชิก (ล็อกอิน) + หลังบ้าน | ระยะเวลา |
|---|---|---|---|
| เล็ก / MVP | ฿119,850–175,780 | ฿215,730–295,630 | 3–8 สัปดาห์ |
| กลาง | ฿175,780–223,720 | ฿295,630–383,520 | 5–10 สัปดาห์ |
| ใหญ่ | ฿223,720–279,650 | ฿383,520–463,420 | 6–12 สัปดาห์ |
ราคาไม่รวมค่าบัญชีนักพัฒนา App Store / Google Play และค่าเซิร์ฟเวอร์รายเดือน ประเมินงานของคุณเองได้ใน 3 คลิกที่เครื่องคำนวณราคาสร้างซอฟต์แวร์ หรือดูบริการรับพัฒนาแอปและซอฟต์แวร์
สารบัญ / Table of Contents
- Table of Contents
- ทำไมราคาถึงเหวี่ยงตั้งแต่งานหลักหมื่นถึงหลักล้าน
- ช่วงราคาตลาด: แอปที่มีฟีเจอร์มากขึ้น
- Native vs Cross-platform vs PWA เลือกอะไรประหยัดสุด
- ค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Hidden Costs) ที่เอเจนซี่มักไม่ได้บอกคุณ
- ทำไมของถูกมักจะแพงที่สุดในตอนจบ
- สรุป: iRead คำนวณราคาโปร่งใสด้วย Man-day อย่างไร
- FAQ
ในฐานะคนในวงการ ผมบอกเลยว่า ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026 ไม่ใช่เรื่องของการมั่วราคาแต่มันมี "สมการลับ" ที่บริษัทรับพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้คำนวณ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเพื่อนที่ทำธุรกิจด้วยกัน ถอดหน้ากากเอเจนซี่ออก แล้วมาดูว่าเงินทุกบาทของคุณหายไปกับอะไรบ้าง
Table of Contents
- ทำไมราคาถึงเหวี่ยงตั้งแต่งานหลักหมื่นถึงหลักล้าน
- เปิดราคา ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026 ตามสเกลงานจริง
- Native vs Cross-platform vs PWA เลือกอะไรประหยัดสุด
- ค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Hidden Costs) ที่เอเจนซี่มักไม่ได้บอกคุณ
- ทำไมของถูกมักจะแพงที่สุดในตอนจบ
- สรุป: iRead คำนวณราคาโปร่งใสด้วย Man-day อย่างไร
- FAQ
ทำไมราคาถึงเหวี่ยงตั้งแต่งานหลักหมื่นถึงหลักล้าน
เวลาคุณเดินเข้าไปหาบริษัทรับทำแอป พวกเขาไม่ได้กะราคาจากความรู้สึก แต่เขาคำนวณจากสิ่งเรียกว่า "Man-day" (ต้นทุนต่อคนต่อวัน)
ลองนึกภาพตามนะครับ: ในปี 2026 เงินเดือนเฉลี่ยของ Senior Mobile Developer ในไทยที่เก่งจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 80,000 - 130,000 บาทต่อเดือน ถ้าคิดเป็น Man-day จะตกอยู่ที่ราวๆ 4,000 - 6,500 บาทต่อวัน
แต่การทำแอปไม่ได้ใช้แค่ Developer! คุณต้องมี:
- UX/UI Designer: ออกแบบหน้าตาให้คนใช้ไม่หงุดหงิด
- Project Manager (PM): คนคุมคิวงานไม่ให้เละ
- System Analyst (SA): คนออกแบบฐานข้อมูล
- QA Tester: คนหาบั๊กก่อนแอปถึงมือลูกค้า
ดังนั้น ถ้าแอปของคุณต้องใช้ทีม 5 คน ทำงาน 3 เดือน (ประมาณ 60 วันทำงาน) ต้นทุนเบื้องต้นจะพุ่งไปที่หลักล้านแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงเจอราคา 1-2 ล้านบาทจากบริษัทที่ใช้ทีม In-house คุณภาพสูง และคุณอาจจะ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดหาทีมไอที เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้
ช่วงราคาตลาด: แอปที่มีฟีเจอร์มากขึ้น
ราคาที่บริษัทรับทำแอปในไทยเผยแพร่เองต่างกันมาก ตารางนี้ยกมาตามที่แต่ละแหล่งเขียนไว้ (ตรวจ 13 ต.ค. 2569) ไม่ใช่เรตของเรา:
| แหล่ง | แอปพื้นฐาน | แอปขนาดกลาง | แอปซับซ้อน / องค์กร |
|---|---|---|---|
| Gramick House คู่มือจ้างทำแอป 2026 | ฿80,000–150,000 | ฿200,000–500,000 (E-commerce/จอง), ฿500,000–1,500,000+ (Marketplace) | ประเมินตามงาน |
| Application.in.th / DOSX (อัปเดต 11 ก.พ. 2568) | ฿300,000–800,000 | ฿800,000–3,000,000 | ฿3,000,000–10,000,000+ |
ส่วนด้านล่างอธิบายว่าแอปแต่ละระดับมีฟีเจอร์อะไร เพื่อใช้เทียบใบเสนอราคาที่คุณได้รับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอแบ่ง ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026 ออกเป็น 3 ระดับตามความเป็นจริงในตลาดเมืองไทยตอนนี้:
1. Simple App (แอปพลิเคชันขนาดเล็ก)
- ฟีเจอร์: มีประมาณ 5-8 หน้าจอ, ล็อกอินด้วย Social (Google/Apple), ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผล (เช่น แอปให้ความรู้, แอปจองคิวเบื้องต้น)
- ระบบหลังบ้าน (Backend): มักใช้ BaaS (Backend-as-a-Service) เช่น Firebase หรือ Supabase เพื่อประหยัดเวลา
- ระยะเวลา: 1.5 - 2 เดือน
- เหมาะกับใคร: SME ที่ต้องการทำ MVP (Minimum Viable Product) โยนหินถามทางเพื่อเทสต์ตลาด
2. Medium Complexity App (แอปพลิเคชันระดับกลาง)
- ฟีเจอร์: มีระบบ E-commerce, ตัดบัตรเครดิต (Payment Gateway อย่าง Omise หรือ 2C2P), ระบบแชทแบบ Real-time, ระบบสะสมแต้ม (Loyalty Program), การแจ้งเตือน Push Notification แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
- ระบบหลังบ้าน: ต้องเขียน Custom API บน Node.js หรือ Go และวางเซิร์ฟเวอร์บน AWS หรือ Google Cloud
- ระยะเวลา: 3 - 5 เดือน
- เหมาะกับใคร: ธุรกิจ E-commerce, แพลตฟอร์ม B2B, หรือธุรกิจที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้วและต้องการยกระดับบริการ
3. Complex / Enterprise App (แอปพลิเคชันขนาดใหญ่)
- ฟีเจอร์: ต้องการการประมวลผลวิดีโอ, เชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์ IoT, ระบบ AI Recommendation, โครงสร้าง Microservices เพื่อรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันหลักแสนคน (High Concurrency)
- ความปลอดภัย: ระบบเข้ารหัสข้อมูลระดับธนาคาร, PDPA Compliance แบบเต็มรูปแบบ
- ระยะเวลา: 6 เดือน - 1 ปี
- เหมาะกับใคร: ธนาคาร, บริษัทประกัน, แพลตฟอร์มระดับประเทศ
Native vs Cross-platform vs PWA เลือกอะไรประหยัดสุด
เทคโนโลยีที่คุณเลือกมีผลกับกระเป๋าตังค์คุณโดยตรง นี่คือความจริงที่คุณต้องรู้:
1. Cross-Platform (Flutter / React Native) เขียนโค้ดชุดเดียว ได้ทั้ง iOS และ Android นี่คือตัวเลือกที่ช่วยประหยัดงบได้ถึง 30-40% เมื่อเทียบกับการทำ Native สมัยนี้ประสิทธิภาพแทบไม่ต่างจาก Native แล้ว (แอปใหญ่ๆ อย่าง Grab หรือ LINE MAN ก็ใช้เทคโนโลยีแนวนี้ในหลายส่วน) ถ้าคุณอยากควบคุมค่าใช้จ่าย บริการพัฒนาแอป Cross-platform คือคำตอบที่ดีที่สุดในปี 2026
2. Native (Swift สำหรับ iOS / Kotlin สำหรับ Android) คุณต้องจ้างทีมพัฒนา 2 ทีมแยกกัน ค่าใช้จ่ายจะคูณสองทันที! เหมาะกับแอปที่ต้องการรีดประสิทธิภาพของเครื่องสุดๆ เช่น แอปตัดต่อวิดีโอ แอปที่เชื่อมต่อ Bluetooth/IoT ลึกๆ หรือเกม
3. Progressive Web App (PWA) มันคือเว็บไซต์ที่ทำงานคล้ายแอป ต้นทุนถูกที่สุด (อาจจะอยู่ในเรท 100k-200k) ข้อดีคือไม่ต้องรอ Apple หรือ Google อนุมัติแอป แต่ข้อเสียคือไม่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์ลึกๆ ของเครื่องได้ เช่น FaceID หรือ Background Location
ค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Hidden Costs) ที่เอเจนซี่มักไม่ได้บอกคุณ
หลายคนกำเงิน 1 ล้านบาทมาทำแอป พอแอปเสร็จคิดว่าจบ แต่ความจริงคือนรกเพิ่งเริ่มต้นครับ! การสร้างแอปพลิเคชันมีสิ่งที่เรียกว่า ค่าบำรุงรักษาแอปรายปี (Maintenance Cost) ซึ่งปกติจะตกอยู่ที่ 15-20% ของมูลค่าแอปในแต่ละปี
- ค่า Server / Cloud Hosting: ถ้าแอปคุณคนใช้เยอะ ค่า AWS หรือ Google Cloud อาจจะวิ่งตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึง 50,000 บาทต่อเดือน
- ค่าธรรมเนียม App Store: Apple เก็บ $99/ปี และ Google เก็บ $25 (ครั้งเดียว) แถมถ้าคุณขาย Digital Content ในแอป โดนหักอีก 15-30%
- ค่าบริการ API ภายนอก: เช่น Google Maps API (ถ้าคนเปิดดูแผนที่เยอะๆ เดือนนึงอาจจะโดนเป็นหมื่น), ค่าส่ง SMS OTP (ประมาณ 0.5 - 1 บาทต่อข้อความ)
- OS Updates: ทุกๆ ปีที่ iOS หรือ Android ออกเวอร์ชั่นใหม่ คุณต้องมีคนคอยอัปเดตโค้ด ไม่ให้แอปเด้งหรือใช้งานไม่ได้
ทำไมของถูกมักจะแพงที่สุดในตอนจบ
ย้อนกลับไปที่ใบเสนอราคา 50,000 บาท คุณอาจจะคิดว่า "ก็จ้างน้องฟรีแลนซ์ทำสิ ประหยัดไปตั้งเยอะ"
ปัญหาคือ โค้ดที่เขียนแบบเร่งรีบมักจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า "Technical Debt" หรือหนี้ทางเทคนิค โครงสร้างเละเทะ ไม่มีคู่มือ ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย พอแอปเริ่มมีคนใช้เยอะๆ แล้วเซิร์ฟเวอร์ล่ม คุณไปตามฟรีแลนซ์คนเดิม เขาอาจจะหนีไปทำงานประจำแล้ว หรือเลิกรับงานไปแล้ว สุดท้ายคุณต้องจ้างบริษัทมืออาชีพมาเขียนใหม่ตั้งแต่ศูนย์ (Re-write) ซึ่งแพงกว่าการจ้าง บริษัทรับทำแอป กรุงเทพ ดีๆ ตั้งแต่แรกซะอีก
สรุป: iRead คำนวณราคาโปร่งใสด้วย Man-day อย่างไร
ที่ iReadCustomer เราเข้าใจดีว่าการลงทุนหลักล้านไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เราจึงใช้รูปแบบการเสนอราคาแบบ Transparent Man-day Pricing
แทนที่เราจะเหมาจ่ายก้อนกลมๆ เราจะเบรกดาวน์ให้คุณดูเลยว่า: สปรินต์ที่ 1 (ระบบล็อกอินและฐานข้อมูล) ใช้เวลากี่วัน สปรินต์ที่ 2 (ระบบชำระเงิน) ใช้เวลากี่วัน หากคุณต้องการลดงบ เราสามารถแนะนำให้ตัดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นออกได้แบบเห็นตัวเลขชัดเจน นี่คือวิธีการควบคุม ต้นทุนทำแอปพลิเคชัน 2026 ที่เวิร์คที่สุด
FAQ
Q: ทำแอปแบบเหมาจ่าย กับแบบคิดตาม Man-day แบบไหนดีกว่ากัน? A: แบบ Man-day โปร่งใสกว่ามากครับ เพราะคุณจ่ายตามปริมาณงานจริงและสามารถยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนฟีเจอร์กลางคทางได้ง่ายกว่าแบบ Fixed-cost ที่มักจะถูกเอเจนซี่บวกราคาเผื่อความเสี่ยง (Buffer) ไปแล้ว 20-30%
Q: เราสามารถเอาแอปที่จ้างฟรีแลนซ์ทำไม่เสร็จ มาให้ iRead ทำต่อได้ไหม? A: ทำได้ครับ แต่ทีมงานต้องขอทำ Code Audit (ตรวจสอบคุณภาพโค้ด) ก่อน หากโค้ดเดิมมีปัญหาโครงสร้างหนัก การเขียนใหม่อาจใช้เวลาและงบประมาณน้อยกว่าการตามแก้บั๊กเดิม
Q: การดูแลรักษาแอปต่อปี ควรเตรียมงบไว้เท่าไหร่? A: กฎเหล็กคือประมาณ 15-20% ของงบพัฒนาตอนแรกครับ เช่น ทำแอปมา 1 ล้านบาท ควรเตรียมงบค่าเซิร์ฟเวอร์ อัปเดตแพทช์ และแก้บั๊ก ไว้ประมาณ 150,000 - 200,000 บาทต่อปี