วิธีจัดทำแผนผังกระบวนการทำงานก่อนซื้อซอฟต์แวร์ Digital Transformation Workflow Mapping
การซื้อซอฟต์แวร์โดยไม่เข้าใจกระบวนการทำงานเดิมคือหายนะราคาแพง เรียนรู้วิธีร่างแผนผังการทำงานด้วยมือเพื่อป้องกันการลงทุนที่สูญเปล่าและเพิ่มกำไรให้ธุรกิจคุณ
iReadCustomer Team
ผู้เขียน
การจัดทำแผนผังกระบวนการทำงาน (digital transformation workflow mapping) ก่อนซื้อซอฟต์แวร์คือขั้นตอนสำคัญที่สุดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจสูญเสียเงินลงทุนไปกับระบบที่ไม่ตอบโจทย์การทำงานจริง เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา บริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่งในชิคาโกเซ็นสัญญาซืัอระบบจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) มูลค่ากว่า 4,000,000 บาท ผู้บริหารระดับสูงเชื่อมั่นว่าซอฟต์แวร์นี้จะช่วยจัดการคลังสินค้าที่วุ่นวายให้เป็นระเบียบได้ในพริบตา แต่เก้าเดือนต่อมา ระบบนี้กลับถูกทิ้งร้างเพราะซอฟต์แวร์บังคับให้พนักงานคลังสินค้าสแกนบาร์โค้ดที่ซัพพลายเออร์หลักไม่เคยพิมพ์ติดมากับกล่องสินค้าเลย พวกเขาซื้อเทคโนโลยีดิจิทัลมาแก้ปัญหากระบวนการทางกายภาพที่พวกเขาเองก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนที่คุณจะจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียวเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ คุณต้องจดบันทึกให้ชัดเจนว่างานในปัจจุบันสำเร็จลุล่วงได้อย่างไร ไม่ใช่จดสิ่งที่คุณทึกทักเอาเองว่ามันน่าจะเป็น
ต้นทุนแฝงของความเคยชินที่ไม่ได้บันทึกไว้
พฤติกรรมการทำงานที่พนักงานรู้กันเองแต่ไม่เคยถูกเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรคือวิธีที่พนักงานใช้เอาตัวรอดจากระบบที่พังทลาย เมื่อคุณสมหญิงในแผนกบัญชีต้องคัดลอกข้อมูลจากอีเมลลงในตารางคำนวณด้วยมือทุกวันศุกร์ เธอแค่กำลังอุดรอยรั่วของระบบชั่วคราว หากคุณรวบรัดจัดทำ erp software implementation prep โดยไม่สนใจกิจวัตรวันศุกร์ของสมหญิง ระบบใหม่ก็จะข้ามขั้นตอนการถ่ายโอนข้อมูลที่สำคัญนี้ไป ซอฟต์แวร์จะทำงานผิดพลาด และสมหญิงก็จะต้องกลับไปใช้วิธีจดมือเหมือนเดิม
ทำไมซอฟต์แวร์ถึงซ่อมกระบวนการที่พังไม่ได้
กระบวนการที่แย่เมื่อถูกทำให้เป็นดิจิทัลก็จะกลายเป็นแค่กระบวนการที่แย่และทำงานได้เร็วขึ้นเท่านั้น ซอฟต์แวร์มีหน้าที่แค่เร่งความเร็วตามกฎและเงื่อนไขที่คุณป้อนเข้าไป ไม่ได้มีหน้าที่คิดค้นกฎใหม่ที่ถูกต้องกว่าเดิมให้คุณ
นี่คือ 5 สัญญาณชัดเจนที่บ่งบอกว่าคุณกำลังพยายามใช้เงินแก้ปัญหาแทนที่จะเขียนแผนผังการทำงาน:
- ทีมขายเพิกเฉยต่อระบบลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ตัวใหม่และกลับไปใช้ตารางคำนวณส่วนตัว
- หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการไม่สามารถอธิบายได้ว่าคำสั่งซื้อเดินทางจากต้นทางไปถึงมือลูกค้าได้อย่างไรโดยไม่ต้องโทรศัพท์ถามลูกน้อง 3 คน
- กำหนดการติดตั้งซอฟต์แวร์ถูกเลื่อนออกไปมากกว่า 90 วันเนื่องจากมีคำขอให้ "ปรับแต่งระบบเพิ่มเติม" อย่างต่อเนื่อง
- คุณกำลังจ่ายค่าสมัครสมาชิกรายเดือนสำหรับฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ที่ทีมงานของคุณไม่รู้วิธีใช้งานเลย
- พนักงานบ่นว่าระบบดิจิทัลใหม่บังคับให้พวกเขาต้องคลิกเมาส์หลายครั้งกว่าการทำงานด้วยกระดาษแบบเดิม
วิธีสังเกตกระบวนการทำงานที่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์จริงๆ
การระบุกระบวนการที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเริ่มต้นด้วยการติดตามงานซ้ำซากที่ใช้แรงงานคนซึ่งผลาญเวลาของทีมปฏิบัติการมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีต้องอิงจากตัวเลขการสูญเสียที่วัดผลได้จริง ไม่ใช่ความรู้สึกเบื่อหน่ายของพนักงาน การซื้อซอฟต์แวร์โดยไม่มีหลักฐานตัวเลขสนับสนุนมักนำไปสู่ digital transformation software roi ที่ติดลบเสมอ
จุดรั่วไหลของเงินสดทางตรง
ปัญหาใหญ่ที่สุดมักซ่อนอยู่ในงานเอกสารที่ต้องทำซ้ำๆ ซึ่งกินเวลาการทำงานอันมีค่าและสร้างข้อผิดพลาดที่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทโดยตรง
จุดรั่วไหลที่พบบ่อยในธุรกิจขนาดกลางมีดังนี้:
- การพิมพ์ข้อมูลใบแจ้งหนี้จากกระดาษลงในระบบบัญชีซ้ำซ้อนกันสองครั้ง
- การใช้พนักงานระดับผู้จัดการมานั่งตรวจสอบและอนุมัติวันลาพักร้อนด้วยตัวเองทุกใบ
- การสั่งซื้อวัตถุดิบผิดพลาดเพราะพนักงานลืมดูยอดสินค้าคงเหลือในตาราง Excel อีกไฟล์หนึ่ง
- การตอบกลับอีเมลสอบถามสถานะการจัดส่งของลูกค้าด้วยการคัดลอกและวางข้อความเดิมซ้ำๆ
ตัวคูณความผิดพลาดของมนุษย์
มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้คัดลอกข้อมูลตัวเลข 16 หลักติดต่อกัน 500 ครั้งโดยไม่ผิดพลาดเลย อัตราความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1% ซึ่งอาจฟังดูน้อย แต่ถ้าคุณส่งคำสั่งซื้อ 5,000 รายการต่อเดือน นั่นแปลว่าจะมีลูกค้า 50 รายที่ได้รับสินค้าผิดพลาดหรือใบแจ้งหนี้ผิดจำนวนทุกเดือน คุณต้องมองหาจุดที่ความเหนื่อยล้าของมนุษย์สร้างความเสียหายทางการเงินโดยตรง และนั่นคือเป้าหมายแรกที่คุณควรนำซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยจัดการ
นี่คือ 5 สัญญาณที่บอกว่ากระบวนการนี้ควรถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ:
- กระบวนการนั้นต้องใช้การคัดลอกและวางข้อมูลระหว่างสองโปรแกรมที่แตกต่างกัน
- ความล่าช้าของงานเกิดขึ้นเพียงเพราะต้องรอให้ใครบางคนอนุมัติผ่านอีเมล
- การคำนวณตัวเลขต้องใช้ตารางคำนวณที่มีสูตรซับซ้อนจนมีเพียงคนเดียวในบริษัทที่เข้าใจ
- ข้อมูลสูญหายเป็นประจำเมื่อมีการส่งมอบงานระหว่างกะการทำงาน
- กระบวนการนี้ทำให้เกิดค่าปรับหรือเสียลูกค้าเพราะดำเนินการช้ากว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม
กลยุทธ์การร่างแผนผังการทำงานด้วยกระดาษและปากกา
กลยุทธ์การใช้กระดาษและปากกาเพื่อจัดทำแผนผังกระบวนการทำงานคือการเดินตามติดคำสั่งซื้อหรือคำขอตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุดโดยไม่ใช้เครื่องมือซอฟต์แวร์ใดๆ เข้ามาช่วย นี่คือรากฐานของ how to map manual processes อย่างแท้จริง การใช้วิธีพื้นฐานนี้จะบังคับให้คุณเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่บนพื้นที่ปฏิบัติงาน ไม่ใช่แค่กระบวนการในอุดมคติที่สวยหรูบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
เมื่อบริษัทขนส่งด่วน FastTrack Logistics ในออสเตรเลียตัดสินใจใช้วิธีนี้ พวกเขาค้นพบว่าพนักงานต้องเดินข้ามโกดังไปมาถึง 4 รอบเพียงเพื่อพิมพ์เอกสารใบเดียว การค้นพบนี้ช่วยให้พวกเขาประหยัดเงินค่าซอฟต์แวร์ไปได้กว่า 600,000 บาท เพราะปัญหาที่แท้จริงคือตำแหน่งการวางเครื่องพิมพ์ ไม่ใช่ระบบจัดการคำสั่งซื้อ
- เริ่มต้นที่จุดกำเนิดของงานเสมอ: ยืนอยู่ข้างโต๊ะพนักงานที่รับคำสั่งซื้อหรือรับเรื่องร้องเรียนเป็นคนแรก แล้วจดบันทึกทุกสิ่งที่พวกเขาทำ รวมถึงหน้าต่างโปรแกรมทุกบานที่พวกเขาเปิดขึ้นมา
- เดินตามงานนั้นไปทีละขั้น: อย่าข้ามขั้นตอนใดๆ เด็ดขาด หากเอกสารกระดาษถูกใส่ไว้ในถาดเพื่อรอการลงนาม ให้คุณถามว่าเอกสารนั้นอยู่ในถาดนานเท่าไหร่ และใครเป็นคนเดินมาหยิบมันไป
- จดบันทึกเครื่องมือทุกชิ้นที่ถูกเรียกใช้: ไม่ว่าจะเป็นกระดาษโพสต์อิท แอปพลิเคชันแชทส่วนตัว หรือสมุดโน้ต ให้บันทึกเครื่องมือทุกอย่างที่พนักงานใช้เพื่อให้งานนั้นเสร็จสมบูรณ์
- ระบุจุดที่เกิดการตัดสินใจ: ทำเครื่องหมายให้ชัดเจนว่าจุดใดในกระบวนการที่พนักงานต้องใช้ดุลยพินิจส่วนตัวแทนที่จะทำตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ตายตัว
- วาดแผนผังทั้งหมดลงบนกระดานไวท์บอร์ด: นำข้อมูลที่ได้มาวาดเรียงต่อกันให้ทุกคนในทีมสามารถมองเห็นและร่วมกันชี้จุดที่เกิดความล่าช้าได้
แผนผังที่วาดด้วยปากกาบนกระดานไวท์บอร์ดมีมูลค่ามากกว่าแผนภาพดิจิทัลที่สวยงามแต่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับวิธีการทำงานจริงของพนักงาน
5 คำถามที่ต้องถามทีมปฏิบัติการของคุณ
การดึงข้อมูลขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้องจำเป็นต้องถามคำถามเฉพาะเจาะจงกับทีมปฏิบัติการเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขั้นตอนที่ไม่ได้บันทึกไว้ และความหงุดหงิดในแต่ละวันก่อนที่จะร่าง operations team software buying guide ผู้บริหารมักเข้าใจกระบวนการทำงานผิดพลาดเพราะพวกเขาถามเพียงว่า "คุณทำงานนี้อย่างไร" แทนที่จะถามว่า "คุณทำอย่างไรเมื่องานนี้มีปัญหา"
การเปิดโปงความจริงของระบบที่แอบใช้งาน
พนักงานของคุณมักใช้เครื่องมือที่บริษัทไม่ได้อนุมัติเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบหลัก พวกเขาอาจสร้างกลุ่มไลน์ส่วนตัวเพื่อเร่งรัดการอนุมัติเอกสาร หรือใช้บริการจัดเก็บไฟล์ฟรีออนไลน์เพราะเซิร์ฟเวอร์ของบริษัททำงานช้าเกินไป การไม่รวมเครื่องมือแอบแฝงเหล่านี้ลงในแผนผังจะทำให้ซอฟต์แวร์ใหม่ล้มเหลวตั้งแต่เดือนแรก
การระบุเจ้าของกระบวนการที่แท้จริง
ผู้จัดการแผนกมักไม่ใช่คนที่รู้รายละเอียดของงานดีที่สุด คุณต้องค้นหาบุคคลที่ลงมือทำงานนั้นเป็นประจำทุกวัน
วิธีค้นหาเจ้าของกระบวนการที่แท้จริง:
- ถามผู้จัดการว่าใครคือคนที่พวกเขาต้องโทรหาเมื่อเกิดปัญหาลูกค้าโวยวาย
- สังเกตว่าพนักงานใหม่มักจะเดินไปถามคำถามกับใครมากที่สุดในแผนก
- ตรวจสอบว่าใครเป็นคนสุดท้ายที่แก้ไขข้อมูลในไฟล์งานที่สำคัญๆ ก่อนส่งมอบ
- สังเกตว่าใครเป็นคนที่มักจะมีสมุดจดบันทึกวิธีแก้ปัญหาแปลกๆ วางอยู่บนโต๊ะเสมอ
เพื่อเจาะลึกถึงแก่นแท้ของการทำงาน ให้คุณเดินไปหาเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการระดับมิดเดิลเมเนจเมนท์ (เช่น หัวหน้าทีมดูแลลูกค้า) และถามคำถาม 5 ข้อนี้:
- "คุณต้องเปิดหน้าต่างโปรแกรมพร้อมกันกี่หน้าต่างเพื่อที่จะทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จ?"
- "คุณเคยต้องสร้างตาราง Excel ของตัวเองเพื่อใช้ทำงานที่ระบบหลักของบริษัททำไม่ได้หรือไม่?"
- "ใครคือคนแรกที่คุณจะเดินไปหาถ้าข้อมูลในระบบนี้หายไปหรือผิดพลาด?"
- "ส่วนไหนของงานนี้ที่คุณรู้สึกว่าน่าเบื่อและอยากให้คอมพิวเตอร์ทำแทนมากที่สุด?"
- "ถ้าฉันดึงปลั๊กอินเทอร์เน็ตออกตอนนี้ คุณจะใช้วิธีไหนเพื่อให้งานนี้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้?"
คุณต้องถามคำถามเพื่อค้นหาว่าพนักงานใช้เทคนิคอะไรเพื่อเอาตัวรอดจากระบบที่ย่ำแย่ ไม่ใช่ถามหาคำตอบที่ฟังดูดีในห้องประชุมผู้บริหาร
ข้อผิดพลาดทั่วไปในการทำแผนผังที่ทำลายการติดตั้งระบบ
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดในการทำแผนผังกระบวนการทำงานคือเมื่อผู้บริหารจดบันทึกเฉพาะขั้นตอนที่ราบรื่นไร้รอยต่อ แทนที่จะบันทึกความเป็นจริงที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยปัญหาบนพื้นที่ปฏิบัติงาน การเพิกเฉยต่อความยุ่งเหยิงนี้คือเหตุผลหลักที่ทำให้ซอฟต์แวร์ราคาแพงกลายเป็นขยะดิจิทัล
การมองข้ามสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
สถานการณ์ที่ไม่ปกตืคือคำสั่งซื้อที่ส่งคืน เอกสารที่ลูกค้าเซ็นชื่อผิดช่อง หรือสินค้าที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะใส่ในกล่องมาตรฐาน หากแผนผังของคุณมีแต่เส้นทางที่ราบรื่น ซอฟต์แวร์ใหม่ของคุณจะหยุดชะงักทันทีเมื่อเจอข้อยกเว้นเพียงข้อเดียว
การปล่อยให้ผู้ขายซอฟต์แวร์เป็นคนกำหนดการทำงานของคุณ
บริษัทผู้ขายซอฟต์แวร์มักจะพยายามบอกว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขามีวิธีจัดการกระบวนการทำงานที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด" มักจะเป็นเพียงข้อจำกัดของซอฟต์แวร์ที่พวกเขาออกแบบมา
นี่คือ 5 common workflow mapping mistakes ที่คุณต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด:
- การวาดแผนผังในห้องประชุมที่ปิดมิดชิดโดยไม่มีพนักงานระดับปฏิบัติการเข้าร่วมเลย
- การเขียนความเห็นส่วนตัวลงไปในแผนผังแทนที่จะเขียนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง
- การจัดซื้อซอฟต์แวร์ก่อนที่จะวาดแผนผังกระบวนการทำงานปัจจุบันให้เสร็จสมบูรณ์
- การลืมรวมขั้นตอนที่พนักงานต้องรอคอยการตอบกลับจากแผนกอื่นเข้าไว้ในแผนผัง
- การเชื่อมั่นในคู่มือการทำงานที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อสามปีที่แล้วโดยไม่ลงไปตรวจสอบหน้างานจริง
ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ผู้ขายอ้างว่าสมบูรณ์แบบที่สุดจะไม่มีประโยชน์เลยหากมันไม่สามารถรองรับวิธีการทำงานที่พนักงานของคุณใช้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้
เปรียบเทียบสถานะปัจจุบัน (As-Is) กับสถานะที่ต้องการ (To-Be)
การเปรียบเทียบกระบวนการทำมือในปัจจุบัน (as-is) กับกระบวนการที่ใช้ระบบอัตโนมัติในอนาคต (to-be) จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ใดที่คุ้มค่ากับการลงทุน และฟีเจอร์ใดที่เป็นเพียงส่วนเกินที่ไร้ประโยชน์ การทำแผนผังที่เปรียบเทียบข้อมูลเชิงปริมาณอย่างชัดเจนคือเกราะป้องกันไม่ให้คุณถูกฝ่ายขายหลอกให้ซื้อฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็น
ตัวอย่างการประมวลผลใบแจ้งหนี้ของบริษัทค้าปลีกขนาดกลาง:
| เกณฑ์การวัด | ทำด้วยมือ (As-Is) | อัตโนมัติ (To-Be) | ความแตกต่างที่ชัดเจน |
|---|---|---|---|
| เวลาที่ใช้ต่อใบ | 12 นาที | 2 นาที | ประหยัดเวลาได้ 10 นาทีต่อเอกสาร |
| ข้อผิดพลาด | 5% (พิมพ์ตัวเลขผิด) | 0.1% (อ่านข้อมูลคลาดเคลื่อน) | ลดข้อผิดพลาดที่เป็นอันตรายได้เกือบ 100% |
| ค่าใช้จ่ายต่อเดือน | 30,000 บาท (ค่าแรง) | 5,000 บาท (ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์) | ลดต้นทุนคงที่ได้ถึง 25,000 บาทต่อเดือน |
| การมองเห็นข้อมูล | สิ้นเดือนเท่านั้น | เรียลไทม์ (ทันที) | ผู้บริหารตัดสินใจได้เร็วขึ้น 30 วัน |
กฎสำคัญ 4 ข้อสำหรับการเปลี่ยนผ่านระหว่างสองสถานะนี้:
- อย่าแปลงกระบวนการแย่ๆ ให้เป็นดิจิทัล ให้ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นทิ้งก่อนเสมอ
- ระบุอย่างชัดเจนว่าระบบอัตโนมัติจะประหยัดเวลาของใครและเวลาเหล่านั้นจะถูกนำไปทำอะไรแทน
- วัดต้นทุนของกระบวนการเดิมให้ละเอียดเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลตอบแทนการลงทุน
- ยอมรับว่าสถานะที่ต้องการ (To-Be) อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้ซอฟต์แวร์
หากคุณไม่สามารถเขียนออกมาเป็นตัวเลขได้ว่าระบบใหม่จะช่วยประหยัดเงินหรือเวลาได้เท่าไร คุณก็ยังไม่พร้อมที่จะเซ็นสัญญาซื้อซอฟต์แวร์นั้น
เช็กลิสต์ซอฟต์แวร์อัตโนมัติสำหรับผู้ซื้อ
เช็กลิสต์การซื้อซอฟต์แวร์อัตโนมัติ (workflow automation software checklist) ที่ครอบคลุมจะช่วยคัดกรองผู้ขายที่เน้นแต่ภาพลักษณ์ที่หวือหวา โดยบังคับให้พวกเขาต้องพิสูจน์ว่าเครื่องมือของตนสามารถจัดการกับกระบวนการทำงานเฉพาะที่คุณได้ทำแผนผังไว้แล้วได้จริงหรือไม่ หากคุณใช้เช็กลิสต์นี้อย่างเคร่งครัด คุณจะไม่มีวันตกเป็นเหยื่อของการตลาดแบบลดแลกแจกแถม
การจับคู่ฟีเจอร์กับการยัดเยียดฟีเจอร์
คุณไม่ได้ต้องการซอฟต์แวร์ที่ทำได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ คุณต้องการซอฟต์แวร์ที่ทำกระบวนการที่เฉพาะเจาะจงของคุณได้ดีเยี่ยม เมื่อบริษัทผู้ขายนำเสนอระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่คุณต้องการแค่ระบบส่งอีเมลอัตโนมัติ นั่นคือสัญญาณของการยัดเยียดฟีเจอร์ที่จะทำให้ระบบช้าและแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น
ข้อกำหนดการทดลองใช้ที่ผู้ขายต้องยอมรับ
อย่าเชื่อการนำเสนอในห้องประชุม คุณต้องขอทดสอบระบบด้วยข้อมูลจริงของบริษัทคุณ
เงื่อนไขการทดลองใช้ที่คุณต้องเรียกร้อง:
- ขอใช้ข้อมูลกระบวนการจริง 100 รายการของเดือนที่แล้วเพื่อดูว่าซอฟต์แวร์จัดการได้อย่างไร
- ให้พนักงานระดับปฏิบัติการของคุณเป็นคนกดปุ่มทดลองใช้ ไม่ใช่ทีมวิศวกรของบริษัทผู้ขาย
- กำหนดเป้าหมายความสำเร็จของการทดลองให้ชัดเจน (เช่น ประหยัดเวลาได้ 30%)
- ตรวจสอบว่าระบบสามารถเชื่อมต่อกับอีเมลเก่าและฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ได้ทันทีหรือไม่
เพื่อปกป้องงบประมาณของคุณ ให้นำ 5 หัวข้อนี้ไปใช้ทุกครั้งที่ต้องประเมินระบบใหม่:
- ซอฟต์แวร์นี้สามารถเชื่อมต่อกับโปรแกรมบัญชีเดิมที่เราใช้อยู่โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเพิ่มได้หรือไม่?
- โครงสร้างราคาจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณหรือไม่ถ้าเราเพิ่มจำนวนพนักงานอีก 50 คนในปีหน้า?
- ผู้ขายมีทีมสนับสนุนทางเทคนิคที่สามารถตอบกลับและแก้ปัญหาได้ภายใน 4 ชั่วโมงหรือไม่?
- ระบบอนุญาตให้เราส่งออกข้อมูลทั้งหมดของเรากลับมาในรูปแบบตาราง Excel เมื่อเราต้องการยกเลิกสัญญาได้หรือไม่?
- ฟีเจอร์ความปลอดภัยของระบบครอบคลุมถึงการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลตามตำแหน่งของพนักงานหรือไม่?
ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่มีฟีเจอร์มากที่สุด แต่คือซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบคำถามในเช็กลิสต์ของคุณได้ตรงประเด็นและโปร่งใสที่สุดต่างหาก
แผนการขั้นต่อไปสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของคุณ
เส้นทางที่เร็วที่สุดสู่การทำกำไรจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเริ่มต้นด้วยการจัดทำแผนผังกระบวนการทำงานที่เป็นคอขวดที่สร้างความเจ็บปวดที่สุดของคุณในเช้าวันพรุ่งนี้ อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงทุกแผนกพร้อมกัน ความสำเร็จของ digital transformation เกิดจากการเริ่มลงมือแก้ปัญหาเล็กๆ ที่วัดผลได้ ก่อนที่จะขยายขนาดไปสู่ระบบที่ใหญ่ขึ้น
ผู้นำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะไม่รอจนกว่าจะมีความเข้าใจเทคโนโลยีอย่างสมบูรณ์แบบก่อนถึงจะเริ่มลงมือ แต่พวกเขาเริ่มต้นด้วยการเข้าใจธุรกิจของตัวเองอย่างลึกซึ้งที่สุด เมื่อคุณเข้าใจกระบวนการแบบทำมือของคุณอย่างถ่องแท้ ซอฟต์แวร์ที่คุณเลือกซื้อจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
จงจำไว้ว่าเทคโนโลยีคือเครื่องขยายผลลัพธ์ ถ้าคุณขยายกระบวนการที่ยอดเยี่ยม คุณจะได้กำไรมหาศาล แต่ถ้าคุณขยายความสับสน คุณจะเสียเงินทิ้งเปล่า
ขั้นตอนที่ต้องลงมือทำภายในสัปดาห์หน้า:
- เดินลงไปที่พื้นที่ปฏิบัติงานและเลือกกระบวนการทำงานที่มีปัญหาซ้ำซากที่สุด 1 รายการ
- แจกกระดาษและปากกาให้ทีมงานที่รับผิดชอบและขอให้พวกเขาวาดแผนผังการทำงานปัจจุบัน
- คำนวณจำนวนเงินหรือเวลาที่สูญเสียไปกับกระบวนการที่ไร้ประสิทธิภาพนั้นต่อสัปดาห์
- นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ manual process automation steps ก่อนที่จะนัดคุยกับตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์รายใดก็ตาม